บัวลอย…..แม่เอ๊ย

บัวลอย

วันนี้วันหยุดสุดสัปดาห์ สมาชิกในบ้านอยู่กันพร้อมหน้า เลยอยากจะหาของอร่อยทำทานกัน และผลพลอยได้อีกอย่างก็คือ ให้สมาชิกในบ้านได้มีส่วนรวมในการทำถือว่าเป็นกิจกรรมสร้างเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวกันไปในตัวอีกด้วย ขนมที่คิดไว้คือ บัวลอยค่ะ เด็ก ๆ จะได้สนุกกับการปั้นแป้งอีกด้วย ส่วนผสมของบัวลอยก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากนัก ลองมาดูกันเลยนะคะ

ส่วนผสม (ส่วนผสมนี้ได้ 1 หม้อขนาดกลางนะคะ)
1. แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม
2. น้ำกะทิ 500 กรัม
3. น้ำต้มสุก ½ ถ้วยตวง
4. ดอกอัญชัญ 1 ถ้วยตวง (ใช้สำหรับผสมในแป้งให้มีสีม่วง)
5. น้ำหวานสีแดง 5 ช้อนโต๊ะ (ใช้สำหรับผสมในแป้งให้มีสีแดง)
6. เผือกเชื่อม 1 หัว
7. เนื้อมะพร้าวอ่อน 4-5 ลูก
8. น้ำตาลทราย 10 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ต้องบอกก่อนนะคะว่าสัดส่วนที่บอกไว้ข้างบนนั้น เวลาปั้นแป้งแล้วได้ 1 หม้อเต็มขนาดกลางเลยทีเดียว เนื่องจากที่บ้านคนเยอะ และชอบแจกเพื่อนบ้านค่ะ หากท่านใดอยากทำแต่คนทานไม่เยอะ แนะนำให้ทยอยผสมแป้งนะคะ อาจเริ่มที่ 200 กรัมก่อนก็ได้ค่ะ โดยเรานำแป้งผสมกับน้ำต้มสุก (แต่ที่บ้านไม่อยากทานเป็นแป้งอย่างเดียวค่ะ ก็เลยผสมเผือกเชื่อมลงไปด้วย ถ้าท่านใดไม่ชอบหรือไม่มี ก็ใช้เพียงแป้งอย่างเดียวก็ได้ค่ะ) แล้วก็ขยำแป้งให้เข้ากันกับน้ำ (ทยอยใส่น้ำเข้าไปในแป้งทีละน้อยนะคะ) ขยำไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าไม่แฉะเละเกินไป และตัวแป้งเข้ากับน้ำดีแล้ว

บัวลอย

ก็แบ่งแป้งออกเป็น 3 ส่วนค่ะ ส่วนแรกเป็นสีแป้งคือสีขาวอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร พักไว้ ส่วนที่ 2 เป็นสีแดงก็นำน้ำหวานสีแดงผสมลงไปแล้วเราก็ขยำให้เข้ากันจนแป้งเป็นสีแดงหรือชมพูทั้งก้อน หากตัวแป้งมีลักษณะเหลวมากเกินไป ก็เพิ่มแป้งลงไปคลุกอีกได้นะคะ ส่วนที่ 3 เป็นสีม่วงของอัญชัน ก็นำอัญชันผสมกับน้ำร้อน โดยอัตราส่วนดอกอัญชัน 4 ส่วน น้ำ 1 ส่วน แล้วค่อย ๆ ทยอยเทน้ำลงไปผสมกับแป้ง ยังไม่ต้องใส่เยอะนะคะ ไม่เช่นนั้นแป้งของเราจะเหลวเกินไป จากนั้นก็ขยำแป้งให้เข้ากับน้ำดอกอัญชันเช่นเดียวกับแป้งสีแดงเมื่อสักครู่ (หากใครหาดอกอัญชันไม่ได้ จะใช้เป็นสีผสมอาหาร หรือน้ำหวานสีเขียวก็ได้ค่ะ)

บัวลอย
หากใช้สีม่วงจากดอกอัญชัน ก่อนแช่น้ำร้อนให้ดึงเกสร (ส่วนที่เป็นสีเขียว) ออกก่อนนะคะ เพราะบางคนอาจแพ้ เวลาทานจะรู้สึกระคายคอได้ค่ะ

หากใครอยากให้มีสีมากกว่าก็ได้นะคะ เช่นสีเหลือง ก็นำฟักทองลงไปผสมก็ได้ค่ะ โดยนึ่งฟักทองให้สุก แล้วนำไปผสมกับตัวแป้งค่ะ ซึ่งวิธีธรรมชาติเหล่านี้เราจะได้ขนมที่ปลอดภัยและได้คุณค่าด้วยค่ะ เมื่อได้แป้งที่มีสีผสมต่าง ๆ ตามที่เราต้องการแล้ว พักแป้งไว้สักครู่นะคะ ประมาณ 5-10 นาที แป้งจะเซ็ตตัวทำให้ปั้นเป็นลูกได้ง่ายขึ้นค่ะ

บัวลอย
เมื่อปั้นเป็นลูก แล้วยังไม่ใส่ในหม้อต้มทันที ก็โรยผงแป้งข้าวเหนียวในภาชนะที่เราปั้นแป้งไว้ด้วยค่ะ เพื่อกันแป้งติด

2. นำน้ำกะทิใส่หม้อตั้งไฟอ่อน เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเดือด ระหว่างนั้นต้องคนไปเรื่อย ๆ ห้ามหยุดนะคะ ไม่เช่นนั้นกะทิจะเป็นเม็ดค่ะ เมื่อกะทิเดือดก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ทยอยใส่นะคะ แล้วชิมรสชาติความหวานตามชอบเลยค่ะ จากนั้นใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนที่หั่นเป็นชิ้นพอคำดีแล้วลงไปเคี่ยวอีกสักครู่ก็ปิดไฟเตาได้เลยค่ะ

บัวลอย
3. ตั้งหม้อใส่น้ำให้เต็มหม้อเลยนะคะ ต้มจนเดือด หรี่เป็นไฟกลาง และเตรียมน้ำเย็นใส่หม้ออีกหนึ่งหม้อ เพื่อไว้เป็นที่พักแป้งที่สุกแล้วค่ะจากนั้นเตรียมปั้นแป้งที่เรานวดและพักไว้แล้ว แต่ก่อนที่ปั้นให้นำผงแป้งข้าวเหนียวมาทาที่มือก่อนนะคะ เพื่อว่าเวลาที่เราปั้นแป้งจะได้ไม่ติดมือค่ะ นำแป้งที่เราพักไว้นำมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เม็ดเล็กขนาดครึ่งข้อนิ้วก้อย แล้วก็หย่อนลงไปในหม้อที่เราต้มน้ำไว้เลยค่ะ หากแป้งสุกก็จะลอยขึ้นมา เราก็ใช้กระชอนหรือทัพพีที่มีรูตักตัวแป้งขึ้นมาแล้วไปพักไว้ในหม้อที่ใส่น้ำเย็นได้เลยค่ะ ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนแป้งที่ผสมไว้หมดค่ะ

บัวลอย
4. เมื่อจะรับประทาน ก็ใช้ทัพพีมีรูตักตัวแป้งขึ้นมาใส่ถ้วย ปริมาณตามความต้องการค่ะ และตักกะทิมะพร้าวอ่อนราดตามลงไป เพียงเท่านี้เราก็ได้อิ่มอร่อยกับบัวลอยที่สมาชิกในบ้านได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันทำแล้วนะคะ เป็นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีอีกด้วยค่ะ

บัวลอย

บัวลอย

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

ให้หลานหาซื้อวัตถุดิบมาติดบ้านไว้ค่ะ เผื่อวันไหนเรียนแค่ครึ่งวันแล้วจะต้องฝากท้องไว้ที่บ้าน จะได้มีอะไรทำให้เธอทานได้ แล้วเธอก็เลือกเอาฟูซิลีหลากสีมาค่ะ โดยให้เหตุผลว่าเส้นมันแปลก เพราะเป็นเกลียว ๆ และสีมันสวยดี เพราะผสมกันถึง 3 สี คือ เหลือง เป็นสีจากแป้งธรรมดา เขียว นี่จะผสมด้วยผักโขม และส้ม จะเป็นผสมด้วยพริก แล้วยี่ห้อที่เลือกมาก็ใช้เวลาต้มไม่นานอีกด้วยค่ะ และแล้วก็ได้ฤกษ์ลงมือทำมื้อกลางวัน ให้ดูแปลกใหม่ตื่นตาคนทานกันหน่อย เตรียมเครื่องกันเลยนะคะ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สำหรับ 2-3 ที่)

1. ฟูซิลี ประมาณ 3 กำมือ
2. เต้าหู้ไข่แบบหลอด 1-2 หลอด
3. หมูสับ 100 กรัม
4. แป้งทอดกรอบ 4 ช้อนโต๊ะ
5. กระเพรา 4 ต้น
6. พริกขี้หนู 6-7 เม็ด
7. น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
8. ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
9. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
10.น้ำต้มสุก ½ ถ้วย
11.เกลือป่น 1 ช้อนชา (ใช้สำหรับต้มเส้นฟูซิลี)
12. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับผัด) 1 ช้อนชา (ใช้สำหรับต้มเส้นฟูซิลี) และ 1 ถ้วยตวง สำหรับทอดเต้าหู้ไข่
13.กระเทียมกลีบใหญ่ 8-10 กลีบ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

วิธีทำ

1. ต้มเส้นฟูซิลี โดยตั้งหม้อ ใส่น้ำประมาณ 2-3 ถ้วย (หม้อขนาดกลาง น้ำประมาณครึ่งหม้อ) ใช้ไฟแรง ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นหรี่เป็นไฟกลาง ใส่เกลือป่นและน้ำมันพืชลงไปเพื่อกันเส้นติดกันและเพื่อให้ตัวเส้นมีรสชาติเค็มนิด ๆ ใส่เส้นฟูซิลีลงไปต้ม (โดยปริมาณการทาน ดิฉันใช้วิธีประมาณเอาค่ะ คือ 1 กำมือกับอีกเล็กน้อยต่อ 1 คนของสาว ๆ ที่บ้าน ซึ่งทานกันไม่เยอะค่ะ แต่บางทีถ้าเราประมาณปริมาณอย่างนี้แล้ว อย่าคิดว่ามันน้อยนะคะ เพราะหลังต้มตัวแป้งมันฟูขึ้นอีกค่ะ ซึ่งเราต้องเผื่อไว้ด้วยค่ะ)

ต้มไปประมาณ 7 นาที (อันนี้ดูที่ฉลากของแต่ละยี่ห้อนะคะ เพราะแต่ละยี่ห้อจะใช้เวลาต้มไม่เหมือนกันค่ะ) เราก็ลองตักขึ้นมาชิมดูค่ะว่าความนุ่มของแป้งนี่ตรงตามที่เราชอบหรือยัง สำหรับเมนูนี้เราทำตัวกระเพรามาราด เพราะฉะนั้นตัวเส้นจะไม่ต้องถูกนำไปผัดต่อ เราก็ต้มเส้นจนนิ่มได้ตามความชอบของเราได้เลยค่ะ หากได้ตามต้องการก็ปิดเตา ทิ้งน้ำและเส้นฟูซิลีผ่านกระชอน แล้วนำเส้นไปผ่านน้ำเย็นอีกครั้ง ทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นจัดใส่จานรอไว้ค่ะ (ถ้าเว้นช่วงนานกว่าจะทำตัวกระเพราราด ให้ใส่น้ำมันพืชซักเล็กน้อยลงไปคลุกกันติดนะคะ)

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด
นำเส้นฟูซิลีไปต้มประมาณ 7 นาที แล้วจะได้ออกมาดังภาพที่ 3

2. เต้าหู้หลอด นำมาตัดออกจากตัวหลอดพลาสติก ทิ้งไว้สักครู่ให้ตัวเต้าหู้แห้งลง ระหว่างนั้นตักแป้งทอดกรอบใส่จานรอไว้ (ครั้งนี้ดิฉันนำแป้งทอดกรอบรสดั้งเดิม ผสมกับรสเผ็ดอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะค่ะ แต่ถ้าใครไม่ชอบที่จะให้มีรสเผ็ดก็ใช้รสดั้งเดิมอย่างเดียว) เมื่อเต้าหู้หมาด ๆ ดีแล้ว ตัดแบ่งเต้าหู้เป็นแว่น ๆ หนาประมาณ 1 ซม. แล้วนำไปคลุกกับแป้งทอดกรอบให้ทั่ว พักไว้ ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมัน เมื่อน้ำมันร้อน ก็ค่อย ๆ หย่อนตัวเต้าหู้ที่ชุบแป้งดีแล้วลงไป

พยายามทอดให้หมดภายใน 1-2 ครั้งของการทอดนะคะ เพราะน้ำมันจะเริ่มดำขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ตัวเต้าหู้ทอดของเราไม่สวยได้ค่ะ (หากท่านไม่ชอบชุบแป้ง จะนำเต้าหู้มาทอดเปล่า ๆ ก็ได้นะคะ แต่ต้องมั่นใจว่าตัวเต้าหู้แห้งสนิท ไม่เช่นนั้นเต้าหู้จะแตกและเละระหว่างทอดค่ะ) และเมื่อด้านที่ลงทอดตอนแรกแป้งเริ่มเหลืองแล้ว ค่อย ๆ พลิกอีกด้านค่ะ แรก ๆ อย่าพลิกบ่อยเพราะตัวเต้าหู้ยังไม่แข็งตัวดีอาจจะแตกเละได้ค่ะ เมื่อเหลืองได้ที่ก็ใช้กระชอนที่มีรูตักขึ้นมา ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำมันค่ะ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด
การทอดเต้าหู้ไข่

3. ล้างกระเพราให้สะอาด เด็ดใบแต่ละใบ ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ

4. พริกขี้หนู ล้างให้สะอาด เด็ดขั้ว นำมาบุบหยาบค่ะ แต่ท่านใดชอบทานเผ็ดก็นำไปโขลกได้นะคะ

5. กระเทียม ตัวส่วนหัวท้าย แกะเปลือก ล้างให้สะอาด นำมาสับหยาบ หรือหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ก็ได้ค่ะ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

6. จากนั้นตั้งกระทะ ใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมัน พอเริ่มร้อนใส่กระเทียมและพริกขี้หนูลงไปผัดสักครู่ แล้วตามด้วยหมูสับ รวนไปจนใกล้สุก ก็ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย และใส่น้ำต้มสุก ชิมและปรุงรสตามชอบ ให้รสเข้มข้นกว่าปกตินะคะ เพราะเราจะนำไปราดกับเส้นฟูซิลี ถ้าทานกับแป้งรสจะจืดลงอีกค่ะ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ใส่เต้าหู้ทอดและกระเพราลงไปผัดซัก 5-6 ทีก็พอค่ะ ปิดเตาไฟ และตักราดลงบนฟูซิลีที่เราจัดใส่จานรอไว้แล้วได้เลย ทานตอนร้อน ๆ นี่อร่อยสุดยอดเลยค่ะ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด
ทานกันเลยค่ะ กำลังร้อน ๆ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

เชียงดาวเนสท์ อร่อยกับอาหารฝรั่ง ดื่มด่ำกับวิวภูเขา

เชียงดาวเนสท์

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เรียกว่าปลายฝน ต้นหนาวกันแล้วนะคะ ตื่นนอนตอนเช้าก็รับรู้ถึงอากาศที่เริ่มเย็นสบายได้บ้างแล้วในบางวัน พออากาศแบบนี้ก็ต้องออกท่องเที่ยวขึ้นเหนือกัน ไปรับแอร์เย็น ๆ จากธรรมชาติกันดีกว่า งานนี้ดิฉันติดภารกิจค่ะ น่าเสียใจที่สุด คุณเพื่อนก็เลยอาสาไปเก็บภาพความงามของธรรมชาติ ตลอดจนอาหารการกินที่ทานกันชนิดว่ากลับมาห้ามชั่งน้ำหนักกันเลยทีเดียว จากในบรรดาร้านอาหารที่ไปเสาะแสวงหาทานกันนั้น เพื่อน ๆ ทั้งกลุ่มยกนิ้วให้อยู่หลายร้าน หนึ่งในนั้นก็คือร้านเชียงดาวเนสท์ (Chiang Dao Nest)

เชียงดาวเนสท์
ร้านเชียงดาวเนสท์ (Chiang Dao Nest) ตั้งอยู่ที่อำเภอเชียงดาว ทางเข้าเดียวกับทางไปถ้ำเชียงดาว ต้องขับรถผ่านป่าเขาเข้าไปพอสมควร แต่ทางขับรถได้สบาย ๆ นะคะไม่ได้สมบุกสมบันอะไร อีกอย่างก็ไม่ต้องกลัวหลงเพราะจะมีป้ายบอกตลอดทางและเป็นระยะ โดยร้านเชียงดาวเนสท์นี้มี 2 ที่นะคะ ร้านแรกจะอยู่ต้นทางคือเชียงดาวเนสท์ 2 เป็นร้านอาหารไทยค่ะ แต่ร้านที่เราจะไปกันวันนี้คือร้านเชียงดาวเนสท์1 ซึ่งอยู่เลยเข้าไปจากร้านเชียงดาวเนสท์ 2 ประมาณ 500 เมตร อาหารจะเป็นสไตล์ฝรั่งนะคะ

เชียงดาวเนสท์
หากใครต้องการหาที่พัก ทั้งสองแห่งก็มีที่พักไว้รองรับด้วยเช่นกัน สนนราคาต่อคืนไม่แพงเลย แอบกระซิบว่าหลักร้อยเท่านั้น (ไม่กี่ร้อยด้วยค่ะ) ห้องพักแต่ละห้องจะตกแต่งไม่เหมือนกัน แต่ต้องบอกก่อนว่าภายในห้องพักอาจไม่ได้มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรมากนัก ทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าของ รีสอร์ทต้องการให้ท่านได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ ฟังเสียงนก เสียงแมลง มากกว่านั่นเอง

เชียงดาวเนสท์                                           เชียงดาวเนสท์
มาเข้าเรื่องอาหารกันต่อดีกว่าค่ะ ที่เชียงดาวเนสท์2 นี้ ที่จอดรถสะดวกและมีมากพอสมควรทีเดียว ตัวร้านจะโปร่ง โล่ง สบาย ๆ ทำออกมาสไตล์ธรรมชาติมาก ๆ ร้านตกแต่งด้วยไม้ หลังคามุงด้วยใบจาก ไม่มีแอร์นะคะ เนื่องจากอากาศที่นี่เย็นสบายตลอดอยู่แล้ว ในส่วนของพนักงาน บริการดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เมนูก็มีหลากหลาย สนนราคาก็ประมาณ 100-500 บาทต่อจาน ซึ่งเท่าที่ทราบมาเมนูของทางร้านส่วนใหญ่จะไม่ค่อยซ้ำกันในแต่ละวันนะคะ ลองสอบถามพนักงานถึงเมนูพิเศษประจำวันก็ได้ค่ะ

เชียงดาวเนสท์                                                             เชียงดาวเนสท์

เชียงดาวเนสท์                                                             เชียงดาวเนสท์
จากรูปคุณเพื่อนก็ถ่ายมาให้ดูบรรยากาศในร้านคร่าว ๆ กับตัวอาหารที่เห็นแล้วก็น้ำลายสอทีเดียว แต่ตอนสั่งก็ระรัวกันสั่งค่ะ เลยจำไม่ได้ว่ามีอะไรกันบ้าง รับชมรูปกันไปแทนก็แล้วกันนะคะ เพราะแค่คิดก็แสนอิจฉาเพื่อนจริง ๆ ได้ทานอาหารอร่อย ๆ กับคนรู้ใจ ดื่มด่ำกับวิวภูเขา แถมบรรยากาศก็สุดแสนโรแมนติค หากท่านใดสนใจทั้งที่พักและอาหาร ก่อนไปลองโทรไปสอบถามทางร้านดูนะคะที่ 053-456-242 และ 086-017-1985 แล้วเอารูปมาฝากกันด้วยนะคะ

เชียงดาวเนสท์
ของหวานค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

สำหรับวันนี้รับเชิญพิเศษให้ทำเมนูมื้อเย็นสำหรับคนที่บ้านค่ะ แต่ใครจะทำทานเป็นมื้ออื่นก็ได้นะคะ ภาพอาจไม่ค่อยชัด หรืออาจไม่ละเอียดในบางส่วนก็ต้องขออภัยนะคะ เพราะระหว่างทำไป ก็มีสายตาพิฆาตของคนในบ้านจ้องอยู่ค่ะ ประมาณว่าหิวแล้ว ก็เลยต้องทำด้วยความเร่งรีบค่ะ เมนูนี้เวลาเราไปทานตามร้านอาหาร ยิ่งพวกร้านอาหารทะเลด้วยแล้ว น่าจะเป็นเมนูหลัก ๆ ที่ทุกท่านส่วนใหญ่จะสั่งกัน แต่ทว่าจริง ๆ แล้วเมนูนี้ทำไม่ยากเลยค่ะ เราก็สามารถทำทานกันเองที่บ้านได้ง่าย ๆ มาเตรียมของกันเลยนะคะ

ส่วนผสม

1. ปลาหมึก 500 กรัม
2. ไข่แดงของไข่เค็ม 3 ฟอง
3. หอมหัวใหญ่ ½ หัว
4. ต้นหอม 3 ต้น
5. พริกชี้ฟ้าแดง 3-4 เม็ด
6. ซอสพริก 3 ช้อนโต๊ะ
7. กระเทียม 6 กลีบ
8. น้ำตาลทราย ½ ช้อนโต๊ะ
9. ซีอิ้วขาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
10. น้ำซุป หรือน้ำต้มสุก ¼ ถ้วย
11. น้ำมันพืช 2-3 ช้อนโต๊ะ
12. เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

1. ล้างปลาหมึก ดึงหนวดออกจากตัว ตัดโคนหนวดที่มีถุงหมึกออก เอามีกรีดกลางหนวดแล้วแกะเอาตาออกทิ้งไป ส่วนตัวปลาหมึก ผ่าตามยาว จากนั้นดึงเอากระดองด้านในตัวปลาหมึกออกไป ล้างปลาหมึกอีกครั้งโดยใส่เกลือลงไปในน้ำด้วยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วขยำปลาหมึกเบา ๆ ค่ะ จากนั้นล้างปลาหมึกให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง นำมาบั้งด้านในเป็นตารางเฉียง จะบั้งเป็นตารางถี่หรือห่างตามชอบใจนะคะ จากนั้นหั่นเป็นชิ้นพอคำ ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ ต้มน้ำให้เดือด แล้วหรี่เป็นไฟกลาง นำปลาหมึกลงไปลวกให้สุก (ประมาณ 3 นาที) เทน้ำทิ้งผ่านกระชอน ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นพักไว้

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม                                   ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม                         ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
2. ผสมในส่วนของซอส ซึ่งก็มีไข่แดงของไข่เค็ม ซอสพริก (ถ้าได้ซอสพริกศรีราชาก็จะดีนะคะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ) ซีอิ้วขาว และน้ำตาลทราย คนให้เข้ากันดี จากนั้นชิมรสตามชอบ ให้รสจัดกว่าปกตินะคะ เพราะตอนผัดต้องใส่น้ำซุปหรือน้ำต้มสุกลงไปด้วย จะทำให้รสจืดลงอีกค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
3. ถ้าเป็นสูตรอื่น ๆ จะไม่ใช่ไข่ขาวของไข่เค็มนะคะ แต่นี่เสียดายค่ะ เลยตัดแบ่งเป็นชิ้น ๆ ขนาดพอคำ ไว้สำหรับลงไปผัดร่วมกับปลาหมึกค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

4. นำหอมหัวใหญ่ตัดหัวท้าย แกะเปลือกออก ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่น ใส่ถ้วยพักไว้

5. ต้นหอม นำมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นท่อนความยาวประมาณ 1-1 ½ นิ้ว ใส่ถ้วยพักไว้

6. พริกชี้ฟ้า (รอบนี้ที่ทำเผอิญหาซื้อพริกชี้ฟ้าไม่ได้ค่ะ เลยใช้พริกขี้หนูเม็ดใหญ่แทน) นำมาล้างให้สะอาด เด็ดขั้ว หั่นเฉียง ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ

7. กระเทียม หากใช้กระเทียมกลีบใหญ่ ตัดหัวท้าย แกะเปลือก จะหั่นแว่นหรือบุบแล้วสับหยาบก็ได้นะคะ แต่ถ้าเป็นกระเทียมกลีบเล็ก ก็ทุบ แกะเปลือก และสับหยาบ จากนั้นใส่ถ้วยพักไว้

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
8. ตั้งกระทะ ใช้ไฟแรงปานกลาง จากนั้นใส่น้ำมันพืชลงไป พอน้ำมันเริ่มร้อนก็ใส่กระเทียมแล้วเจียวให้พอหอมค่ะ จากนั้นใส่น้ำซอสที่เราผสมไว้ในข้อ 2 และน้ำซุปหรือน้ำต้มสุกลงไปผัดให้เข้ากันดี จากนั้นทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง จนเมื่อน้ำซอสเริ่มเดือดอยู่ขอบ ๆ กระทะ ก็ใส่ปลาหมึกลงไปผัดค่ะ ผัดไปได้ซักหน่อยก็ใส่ไข่ขาวของไข่เค็มตามลงไปผัดด้วยเลยนะคะ คลุกเคล้าให้น้ำซอสเข้ากันให้ดีกับปลาหมึกและไข่ขาวของไข่เค็มค่ะ

ถ้ากันพลาด เราก็ชิมรสตอนนี้อีกรอบก็ได้ค่ะว่าตัวน้ำซอสที่เราปรุงรสให้เข้มข้นกว่าปกติ เมื่อมาผสมกับน้ำซุปหรือน้ำต้มสุกแล้วจะทำให้รสชาติผิดเพี้ยนไปจากที่ต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ถูกปากอย่างไรก็จัดแจงปรุงเพิ่มตอนนี้เลยนะคะ อย่าลืมหรี่ไฟลงระหว่างปรุงเพิ่มด้วยนะคะ เพราะส่วนผสมต่าง ๆ เราผัดเข้ากันไปเป็นอย่างดีแล้ว ใช่ไฟเตาปกติ ไข่ขาวอาจเละไป หรือปลาหมึกจะเหนียวไปค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
9. หลังจากรสชาติเป็นที่ต้องการและผัดเข้ากันดีแล้ว ก็เร่งเป็นไฟแรง แล้วก็ใส่บรรดาผักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหอมหัวใหญ่ พริกสด และต้นหอม แล้วก็ผัดให้เข้ากันประมาณ 6-7 ที แล้วก็ปิดไฟได้เลย ตักใส่จาน พร้อมทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ได้เลยค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

ลัดเลาะร้านอร่อย “นม แอนด์ เนย”

รีวิว นม แอนด์ เนย

หากใครมีบ้านอยู่ละแวกบางนา ศรีนครินทร์ พัฒนาการ ย่อมต้องไม่พลาดที่จะมาเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้แน่นอน “ซีคอนสแควร์” เพราะถือว่าเป็นห้างใหญ่แถบนี้ห้างหนึ่งทีเดียว ภายในห้างประกอบด้วยโรบินสัน โลตัส และห้างร้านอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่นของกิน เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ โรงภาพยนตร์ สำหรับวันนี้ก็เลยอาสาพามาทานร้านอร่อยกันสักหนึ่งร้าน แล้วจะทยอยพามาชิมอีกหลาย ๆ ร้านนะคะ ขอบอกว่าเยอะมาก ๆ

ร้านที่จะแนะนำวันนี้มีชื่อว่า “ร้านนม แอนด์ เนย”   Nom & Noey   แต่บางทีคนจะนิยมเรียกว่าร้านนมเนย จากชื่อร้านก็ค่อนข้างบ่งบอกถึงประเภทของที่ขายภายในร้านนะคะ เป็นร้านขายขนมปังปิ้งที่ทาเนย คู่กับหน้าต่าง ๆ ตามสั่งซึ่งมีอยู่หลากหลาย อีกทั้งยังเลือกประเภทขนมปังว่าต้องการแบบขนมปังขาวปกติ หรือต้องการแบบโฮลวีต เพื่อสุขภาพก็ได้ ส่วนเครื่องดื่มประเภทนม ชา กาแฟ มีทั้งแบบร้อน เย็น ปั่น และแบบขวด นอกจากนี้ยังสั่งขนมปังนึ่ง กับสังขยาใบเตยเป็นกระปุก แบบจัดชุดแบบแพ็คกลับบ้านสำหรับไปปาร์ตี้กันต่อได้อีกด้วยค่ะ สนนราคาเริ่มต้นที่ 12 บาท แพงสุดอยู่ที่ 85 บาท ถือว่าราคาไม่ได้แพงมากมายเมื่อเทียบว่าเป็นร้านค้าในห้างสรรพสินค้า

ร้านตั้งอยู่ที่ชั้นสอง ใกล้กับร้านกาแฟสตาร์บั๊คค่ะ อยู่ติดกับร้าน S&P ประมาณโซนกลางค่อนไปทางโซนโรบินสัน หาไม่ยากค่ะ ภายในร้านตกแต่งแบบง่าย ๆ โทนขาว โปร่งโล่ง ดูนั่งสบาย ๆ ทานขนมปังและเครื่องดื่มแบบชิล ๆ

รีวิว นม แอนด์ เนย

ด้านในสุดจะเป็นเคาน์เตอร์ของพนักงานที่รอรับออเดอร์ของคุณอยู่ จะมีเมนูอยู่ที่กระดานด้านบน และวางเป็นใบขนาด A4 อยู่บนเคาน์เตอร์ ให้คุณเลือกสั่งตามใจชอบได้เลยค่ะ เมื่อสั่งเสร็จเรียบร้อย ก็ชำระเงิน ซึ่งหากเป็นเครื่องดื่มก็จะได้รับมาเลย ส่วนบรรดาขนมปังปิ้งพนักงานจะให้ป้ายเบอร์ เพื่อให้พนักงานนำขนมปังที่เราสั่งมาเสริฟให้ที่โต๊ะค่ะ จากนั้นก็จับจองที่นั่งได้เลย ประมาณ 5 นาทีท่านก็จะได้รับขนมปังตามสั่ง ทานเล่น ๆ พร้อมเครื่องดื่ม

รีวิว นม แอนด์ เนย                                      รีวิว นม แอนด์ เนย

วันนี้มากับหลานแค่ 2 คน เลยสั่งเครื่องดื่มเป็นน้ำแดงนมสดเย็น กับชาเขียวนมสดเย็น ส่วนขนมปังปิ้งเป็นเมนู ทาเนยกับนมข้นหวาน ทาเนยกับช็อกโกแลต และทาซุปครีมข้าวโพด จัดมาอย่างละ 1 แผ่น แผ่นหนึ่งพนักงานหั่นมาให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แบบพอดีคำประมาณ 8 ชิ้น ทานหมดนี้ก็อิ่มเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะคะ สนนราคาทั้งหมดก็ 124 บาท อิ่มอร่อยราคาไม่แพงค่ะ และยังเป็นที่นั่งพักขาให้บรรดานักช็อปทั้งหลาย ก่อนจะตะลุยต่อไปอีกด้วยค่ะ ไว้แวะมาลองทานกันนะคะ

รีวิว นม แอนด์ เนย                        รีวิว นม แอนด์ เนย

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ

ฟูซิลลี่ผัดซอสมะเขือเทศ

วันนี้นำเมนูแนวเดียวกับพวกมะกะโรนี หรือสปาเก็ตตี้มานำเสนอค่ะ เพียงเราเปลี่ยนตัวพระเอกจากเดิม ๆ มาเป็น ฟูซิลี หรือพาสต้าที่เราคุ้นชื่อมากกว่า แล้วนำมาผัดกับซอสมะเขือเทศแล้วมันจะเป็นอย่างไร มาเตรียมส่วนผสมแล้วทำไปพร้อม ๆ กันเลยนะคะ

ส่วนผสม (สัดส่วนนี้ประมาณ 3 ที่ค่ะ)

1. ฟูซิลี หรือพาสต้า ปริมาณนี่พอดีไม่ได้ชั่งน้ำหนักนะคะ ขออภัย ใช้วิธีกะเอาโดยการกำประมาณ 4-5 กำมือค่ะ
2. มะเขือเทศ 1 ลูก
3. หอมหัวใหญ่ 1 หัว
4. ต้นหอม 2 ต้น
5. กระเทียมกลีบใหญ่ 5-6 กลีบ
6. กุ้งสด 200 กรัม
7. ไข่ไก่ 2 ฟอง
8. น้ำมันพืช 2 ½ ช้อนโต๊ะ หรือเนย 1 ช้อนโต๊ะ
9. ซอสมะเขือเทศ 5-6 ช้อนโต๊ะ
10. ซีอิ้วขาว 2-3 ช้อนโต๊ะ
11. น้ำตาลทราย ½ ช้อนโต๊ะ
12. เกลือป่น 1 ช้อนชา
13. พริกไทยป่น เล็กน้อยก็พอค่ะ

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ

วิธีทำ
1. ตั้งหม้อใส่น้ำประมาณ 3-4 ถ้วย ใช้ไฟแรง พอน้ำเดือด ลดไฟเป็นไฟกลาง ใส่เกลือป่น ½ ช้อนชา และน้ำมันพืช ½ ช้อนชา ลงไปในน้ำเดือดที่เราต้ม จากนั้นนำเส้นฟูซิลีใส่ลงไปในหม้อเพื่อต้ม ใช้เวลาประมาณ 6-7 นาที (ให้ดูเวลาต้มที่ซองนะคะ เพราะแต่ละยี่ห้อจะใช้เวลาต้มไม่เหมือนกันค่ะ) หมั่นคนด้วยนะคะ

พอได้เวลาตามที่เราต้องการลองตักขึ้นมาชิม 1 ชิ้นดูว่าสุกตามที่ต้องการหรือยัง ให้เส้นยังออกแข็ง ๆ เล็กน้อยนะคะ อย่าให้สุกมากจนเละ เพราะเราต้องนำไปผัดต่อค่ะ ประเดี๋ยวจะไม่อร่อย หากต้มได้ที่ตามที่เราต้องการก็ปิดเตาไฟได้เลยค่ะ ยกลงเทน้ำทิ้งผ่านกระชอน แล้วนำเส้นฟูซิลีไปผ่านน้ำเย็นอีกรอบ ทิ้งให้สะเด็ดน้ำสักครู่ คลุกเส้นด้วยน้ำมันพืชซักเล็กน้อยกันเส้นติดกันค่ะ

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ2. มะเขือเทศนำมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นมะเขือเทศเป็นชิ้น ๆ นะคะ โดยการผ่าครึ่งก่อน แล้วแต่ละซีกหั่นตามยาวให้ได้ประมาณ 6 ชิ้นนะคะ (หากมองว่าชิ้นยังใหญ่ไป จะหั่นครึ่งอีกก็ได้ค่ะ) พักใส่ถ้วยไว้ค่ะ

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ
3. หอมหัวใหญ่ ตัดขั้วหัวและท้ายทิ้งไป ปอกเปลือกและล้างน้ำให้สะอาด นำมาแบ่งครึ่งแล้วหั่นเป็นแว่น ไม่ต้องบางมากนะคะ พักใส่ถ้วยไว้ค่ะ

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ
4. หากต้องการสไตล์แบบฝรั่งหน่อยก็ใช้เนยผัดนะคะ เก็บน้ำมันพืชกับกระเทียมออกไปเลยค่ะ แต่หากต้องการสไตล์ไทย ๆ หน่อยก็ต้องใช้น้ำมันพืชคู่กับกระเทียมนะคะ โดยการปอกเปลือกกระเทียมออกแล้วหั่นกระเทียมเป็นแว่นบาง ๆ หรือถ้าบ้านใครมีกระเทียมกลีบเล็กก็นำมาทุบ แกะเปลือก และสับหยาบก็ได้ค่ะ (กระเทียมกลีบเล็กกลิ่นจะหอมฉุนกว่าค่ะ อันนี้แล้วแต่ชอบเลยนะคะ)

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ
5. ต้นหอม นำมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นท่อน ๆ ความยาวประมาณ 1 นิ้ว จากนั้นใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ

6. กุ้งสด ปอกเปลือกให้หมด (ที่บ้านชอบทานกุ้งแบบสบายใจค่ะ คือเอาเข้าปากทีเดียวเลย ก็เลยแกะเกลี้ยงเลยแม้แต่หากกุ้งค่ะ) บากหลังเพื่อนำขี้ออก ล้างน้ำให้สะอาด ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ

7. น้ำซอสที่จะผัด เราผสมใส่ถ้วยรอไว้เลยค่ะ นำซอสมะเขือเทศ ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย เกลือป่น พริกไทยป่น ใส่รวมในถ้วยเดียวกัน คนให้เข้ากันดี ชิมและปรุงรสเพิ่มเติมตามชอบเลยนะคะ จากนั้นพักไว้ค่ะ

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ
8. ตั้งกระทะ ใช้ไฟกลาง พอกระทะเริ่มร้อน ก็ใส่เนย หรือน้ำมันพืชลงไป พอเริ่มร้อนหากเป็นการใส่น้ำมันพืชก็ใส่กระเทียมผัดให้หอม จากนั้นใส่กุ้งสดลงไปผัด พอใกล้สุก ก็เขี่ย ๆ กุ้งให้อยู่ริมกระทะหน่อยนะคะ โดยมีพื้นที่ว่างตรงกลางกระทะไว้ แล้วตอกไข่ลงไปค่ะ พอไข่เริ่มสุกก็เขี่ยกุ้งลงมาผัดเข้าด้วยกันค่ะ และตามด้วยหอมหัวใหญ่ลงไปผัดค่ะ เมื่อผัดเข้ากันดีแล้วใส่ฟูซิลีลงผัดต่อและเทซอสตามลงไป ผัดให้เนื้อซอสเข้ากับฟูซิลีให้ทั่ว ๆ เลยนะคะ

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ
9. เมื่อคลุกเคล้าซอสกับฟูซิลีดีแล้ว ลองชิมรสชาติดูอีกรอบค่ะว่าต้องเพิ่มเติมอะไรอีกหรือไม่ ถ้าเรียบร้อยแล้วใส่มะเขือเทศลงไปผัดต่ออีกซักครู่ แล้วโรยต้นหอม คลุกเคล้าอีก 3-4 ทีให้พอเข้ากันดีก็ปิดไฟเตาเลยค่ะ เพียงเท่านี้ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศของเราก็พร้อมเสิร์ฟให้สมาชิกในครอบครัวได้ทานกันร้อน ๆ แล้วค่ะ

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ

ฟูซิลีผัดซอสมะเขือเทศ

ผัดมาม่าหมูสับกระเพรากรอบ

ผัดมาม่าหมูสับกระเพรากรอบ

คราวนี้มานำเสนอเมนูมาม่าที่ดัดแปลงให้แตกต่างจากเดิมที่เรานำมาต้ม ๆ ใส่เครื่องกันนะคะ โดยผนวกระหว่างมาม่า และกระเพรา ที่บางท่านเรียกว่าเป็นอาหารสิ้นคิด เวลาที่จะทานอาหารแล้วนึกไม่ออกว่าจะสั่งแม่ค้าว่าอะไรดีน่ะค่ะ ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร มาเตรียมเครื่องกันเลยนะคะ

ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สำหรับ 1 ที่ค่ะ)

1. มาม่ารสต้มยำกุ้ง 1 ห่อ
2. หมูสับ 100 กรัม
3. กระเพรา 1 ถ้วยตวง
4. กระเทียม 3-4 กลีบ
5. พริกขี้หนู 6-7 เม็ด
6. น้ำมันพืช
7. ซีอิ้วขาว
8. น้ำมันหอย
9. น้ำตาลทราย
10. น้ำต้มสุก

ผัดมาม่าหมูสับกระเพรากรอบ

วิธีทำ

1. ตั้งหม้อ ใส่น้ำโดยปริมาณให้คะเนว่าท่วมเส้นมาม่า ใช้ไฟแรงเพื่อต้มน้ำ    พอน้ำเดือดให้หรี่เป็นไฟกลาง นำมาม่าลงไปต้มเลยค่ะ ต้มไปประมาณ        30 วินาที – 1 นาทีก็พอค่ะ เส้นจะเหนียวนุ่มกำลังพอดี (ลองตักเส้นขึ้นมาแล้วจับดูความนุ่มก็ได้ค่ะ) ถ้าต้มนานกว่านั้นเส้นจะเละ เมื่อนำไปผัดจะไม่อร่อยค่ะ แล้วยกลง เทมาม่าและน้ำผ่านกระชอน แล้วนำไปผ่านในน้ำเย็นทันที จากนั้นเทใส่กระชอน ปล่อยทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ จะทำให้เส้นไม่คืนตัวและไม่เกาะกันเป็นก้อน

ผัดมาม่าหมูสับกระเพรากรอบ2. นำกระเพรามาเด็ดเป็นใบ จนได้ประมาณ 1 ถ้วย (ใน 1 ถ้วยจะแบ่งประมาณ 2 ส่วนนะคะ ส่วนแรกเราจะไว้ใช้ทอดให้เป็นกระเพรากรอบ กับอีกส่วนหนึ่งไว้ใส่ผัดให้หอมกลิ่นกระเพราด้วยค่ะ) ล้างน้ำให้สะอาด พักไว้ค่ะ ตั้งกระทะ ใช้น้ำมันไปท่วมพอสมควร ใช้ไฟกลาง เมื่อน้ำมันร้อนให้นำกระเพราลงไปทอดค่ะ ประมาณ 1 ขยุ้มมือนะคะ คะเนเวลาทอดจากที่น้ำที่ค้างอยู่ในกระเพราลงไปกระทบน้ำมัน มันจะกระเด็น ๆ รอจนซาก็ตักขึ้นได้เลยค่ะ เดี๋ยวกระเพราไหม้แล้วสีจะไม่สวยค่ะ ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำมันนะคะ

ผัดมาม่าหมูสับกระเพรากรอบ3. นำกระเทียมมาแกะเปลือก ทุบและสับหยาบค่ะ ส่วนพริกขี้หนูก็บุบพอแตกให้ได้รสเผ็ดเล็กน้อยนะคะ (แต่ถ้าใครชอบทานเผ็ดมาก ๆ ก็นำไปโขลกให้ละเอียดได้เลยค่ะ)

4. ใช้กระทะใบเดิมจากที่ทอดกระเพราเมื่อสักครู่นี้เลยค่ะ แต่ตักน้ำมันออก เหลือแค่ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะก็พอ ใช้ไฟกลางค่ะ เมื่อน้ำมันร้อนก็นำกระเทียมและพริกขี้หนูลงไปผัดแค่พอหอมนะคะ อย่าผัดนานเดี๋ยวกระเทียมไหม้จะไม่สวยค่ะ จากนั้นนำหมูสับลงไปผัดต่อได้เลย ผัดจนใกล้สุกก็ปรุงรสค่ะด้วยน้ำตาลทราย ซีอิ้วขาว น้ำมันหอย น้ำต้มสุกเล็กน้อย ชิมรสตามชอบเลยนะคะ แต่ที่บ้านชอบผงปรุงรสของมาม่ารสต้มยำกุ้งมากค่ะ ก็เลยนอกจากจะปรุงรสอย่างที่กล่าวมาแล้วก็ใส่ผงปรุงเข้าไปด้วย ซึ่งต้องระวังหน่อยนะคะ ถ้าท่านจะปรุงแบบนี้บ้าง แนะนำให้ใส่ผงปรุงรสเข้าไปก่อน แล้วลองชิมรสก่อนว่าจะใส่เครื่องปรุงอะไรเพิ่มเติมค่ะ

ผัดมาม่าหมูสับกระเพรากรอบ 

      ผัดมาม่าหมูสับกระเพรากรอบ

5. เมื่อปรุงรสเสร็จแล้วก็นำมาม่าลงไปผัด คลุกเคล้าให้เข้ากันดีค่ะ   จากนั้นใส่กระเพราที่ยังเหลืออีกส่วนหนึ่งลงไปผัดค่ะ ประมาณ 4-5 ทีก็พอนะคะ แล้วก็ปิดไฟเตา พร้อมตักขึ้นใส่จานได้เลยค่ะ โรยหน้าอีกครั้งด้วยกระเพราทอดกรอบที่เราพักไว้เมื่อสักครู่นี้

6. และแล้วก็มาถึงขั้นตอนสุดท้าย เตรียมช้อนส้อมแล้วมาตักทานกันได้เลยค่ะ รับรองแซ่บถูกใจสมาชิกในบ้านกันแน่นอน

ผัดมาม่าหมูสับกระเพรากรอบ

เส้นหมี่ผัดน้ำพริกเผากุ้ง

เส้นหมี่ผัดน้ำพริกเผากุ้ง

คราวนี้นำเมนูเส้น ๆ มาเสนอเหมือนเดิมค่ะ ไว้สำหรับรับประทานเป็นอาหารมื้อกลางวัน เพราะที่บ้านส่วนใหญ่จะทานเมนูเส้นตอนกลางวันเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทำให้ต้องคอยหาเมนูเส้นที่เปลี่ยนแบบไปเรื่อย ๆ กันการเบื่อและจำเจค่ะ วันนี้ก็เลยนำเส้นหมี่มาผัดกับน้ำพริกเผาดูบ้าง ส่วนผสมมีอะไรบ้าง มาเตรียมไปพร้อม ๆ กันเลยนะคะ Continue reading “เส้นหมี่ผัดน้ำพริกเผากุ้ง”