ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ดีน แอนด์ เดลูก้า

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

หากจะกล่าวถึงทะเลในเมืองไทย ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนักชนิดที่ว่าไปเช้าเย็นกลับก็ยังไหว รับรองได้ว่าต้องมีการเอ่ยชื่อถึงหัวหิน เป็นหนึ่งในสถานที่ที่คุณ ๆ จะนึกถึงอยู่ด้วยอย่างแน่นอน และในปัจจุบันหัวหินก็ถือได้ว่าเจริญมาก ๆ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจมาเที่ยวกันมาก มีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ความเป็นไทย สถานที่ท่องเที่ยวแบบสมัยใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เป็นธรรมดาที่จะมีสถานที่บันเทิง ร้านค้าร้านขายผุดขึ้นมากมาย รวมทั้ง Blu’Port Huahin ที่นี่ถือได้ว่าเป็น Shopping mall and Fashion mall ที่ใหญ่พอสมควรค่ะ มีร้านค้าและร้านอาหารมากมายอยู่สถานที่นี้ และนี่เองเราจะพาไปดื่มด่ำกับกาแฟอร่อย ๆ เบเกอรี่รสเลิศกับร้าน Dean & Deluca (ดีน แอนด์ เดลูก้า) กันค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

Dean & Deluca เป็นร้านกาแฟและเบเกอรี่ ตั้งอยู่ในศูนย์การค้า Blu’Port Huahin ถนนเพชรเกษม อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ค่ะ เปิดให้บริการทุกวัน ในช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ เปิดให้บริการเวลา 10.30 ส่วนเสาร์อาทิตย์นั้น เปิดบริการเร็วขึ้นเป็น 10.00 น. และปิดให้บริการเวลา 22.00 น. ค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ภายในร้านแห่งนี้ เมื่อคุณย่างกรายเข้าไปจะพบบรรยากาศแบบสบาย ๆ ชิล ๆ หากมาคนเดียวต้องการนั่งแบบเงียบกับเก้าอี้แบบสตูลก็สามารถเลือกได้ หรือจะเลือกโต๊ะนั่ง ก็เป็นโต๊ะกลมสีขาว เก้าอี้กรุพนักพิงด้วยพลาสติกแต่ทำคล้ายลายหวายสีขาวดำ เมื่อมาวางรวม ๆ กันแล้วให้ความรู้สึกเรียบหรู แต่ก็ดูสบาย ๆ ค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ในส่วนของเบเกอรี่ ก็มีเรียงรายชนิดว่าเลือกกันไม่ถูก ทั้งเค้กแบบปอนด์ เค้กแบบชิ้น คัพเค้ก มาการอง หรือจะหนักท้องขึ้นมาอีกหน่อยกับแซนวิช หรือจะเป็นขนมปังในรูปแบบต่าง ๆ ต้องการทานแบบไหนก็แจ้งพนักงานได้เลยค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

สำหรับเครื่องดื่ม ก็มีให้เลือกมากมายไม่แพ้เบเกอรี่เช่นกันค่ะ ทั้งเครื่องดื่มประเภทชา-กาแฟ อาทิ ลาเต้ คาปูชิโน่ มอคค่า โกโก้ เป็นต้น หรือจะเป็นชาอังกฤษในรสชาติแบบต่าง ๆ มีให้เลือกได้ทั้งเครื่องดื่มร้อนและเครื่องดื่มเย็น คุณเองสามารถเลือกสรรได้ตามใจชอบนะคะ เมื่อสั่งน้องพนักงานไปเรียบร้อยก็ชำระเงิน และนำไปนั่งทานที่โต๊ะได้เลยค่ะ ระบบในร้านจะเป็นการให้บริการแบบบริการตนเองนะคะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน หาได้ไม่ยากเลยค่ะ ถึงแม้คุณจะไม่ได้เป็นคนพื้นที่ เป็นแค่เพียงนักท่องเที่ยว เพราะศูนย์การค้าฯ อยู่ตรงข้ามกับตลาดฉัตรไชย ตลาดเก่าแก่คู่หัวหินนี่เอง มีที่จอดรถรองรับลูกค้าไว้อย่างมากมายค่ะ ส่วนร้าน Dean & Deluca อยู่ชั้น G ใกล้กับ Wine Connection ค่ะ หากไปเที่ยวหัวหิน อย่าลืมแวะไปดื่มชากาแฟ และเบเกอรี่อร่อย ๆ กันได้ค่ะ

ดีน แอนด์ เดลูก้า ณ บลูพอร์ต หัวหิน

 

 

โจ๊ก รสเด็ด สูตรกวางตุ้ง

โจ๊กสูตรกวางตุ้ง

โจ๊ก รสเด็ด สูตรกวางตุ้ง

อาหารเช้า ถือได้ว่าเป็นมื้ออาหารที่สำคัญที่สุด เพราะจะช่วยเสริมสร้างสมองให้ความคิดโลดแล่น ไม่ว่าเรียนหรือทำงานก็จะเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยป้องกันโรคได้ด้วยนะคะ อาทิ โรคกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังป้องกันโรคอ้วนได้อีกด้วย ในวัยเด็ก การไม่ทานมื้อเช้าจะส่งผลเสียต่อเด็กเป็นอย่างมาก เพราะจะทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และการเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ดังนั้นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในครอบครัว เราควรทานอาหารมื้อเช้ากันค่ะ วันนี้เลยนำเมนูโจ๊กรสเด็ด สูตรกวางตุ้ง มานำเสนอเป็นไอเดียให้คุณแม่บ้านได้ทำให้ตนเองและสมาชิกในครอบครัวได้ทานกันค่ะ

ส่วนผสม

เนื่องจากมีวัตถุดิบหลายส่วนที่ต้องเตรียมแยกกัน เพื่อไม่ให้สับสน จึงแยกส่วนผสมออกเป็นชุด ๆ ดังนี้นะคะ

ส่วนผสมโจ๊ก

  1. ข้าวหอมมะลิใหม่ 1 ถ้วยตวง
  2. น้ำสะอาด 2 ลิตร
  3. กระดูกสำหรับต้มน้ำซุป ½ กิโลกรัม
  4. เกลือ ½ ช้อนชา

ส่วนผสมหมูหมัก

  1. หมูบดหรือหมูสับ 200 กรัม
  2. ซีอิ้วขาว 1 ช้อนชา
  3. ซอสปรุงรส 1 ช้อนชา
  4. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  5. พริกไทยป่น ปริมาณตามชอบ

ส่วนผสมหมี่กรอบ

  1. เส้นหมี่อบแห้ง 1 แพ
  2. น้ำมันพืช

ส่วนผสมไข่ลวก

  1. ไข่ไก่ 3-4 ฟอง
  2. น้ำสะอาด 1 ลิตร

ส่วนผสม (อื่น ๆ – ใช้สำหรับโรยหน้า)

  1. ขิงอ่อน ปริมาณตามชอบ
  2. ต้นหอม ปริมาณตามชอบ
  3. พริกไทยป่น ปริมาณตามชอบ
  4. ซีอิ้วขาว ปริมาณตามชอบ

วิธีทำ

1. นำข้าวหอมมะลิใหม่ 1 ถ้วยตวง (เพื่อให้เข้าใจตรงกัน ถ้วยตวงนี้ใช้ถ้วยที่มีมากับหม้อหุงข้าวนะคะ) นำมาซาวข้าวกับน้ำสะอาด 1-2 ครั้ง รินน้ำทิ้ง จากนั้นแช่ข้าวกับน้ำสะอาด โดยใส่น้ำสะอาดให้ท่วมข้าวสาร แช่ทิ้งไว้ 1 คืน

2. วันรุ่งขึ้น รินน้ำที่แช่ข้าวสารทิ้ง และใส่น้ำสะอาด 2 ลิตรลงไปในข้าว ตั้งเตาไฟ เปิดไฟแรง และใส่กระดูกหมูสำหรับต้มน้ำซุบลงไปด้วยค่ะ เมื่อน้ำเดือด ให้หรี่ไฟเตาเป็นไฟกลาง เคี่ยวไปเรื่อย ๆ ใส่เกลือป่นลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติเล็กน้อยค่ะ ในช่วงขั้นตอนตรงนี้ให้หมั่นคนด้วยนะคะ เพื่อไม่ให้โจ๊กในส่วนก้นหม้อไหม้ ระหว่างรอโจ๊กได้ที่ เราก็มาทำอย่างอื่นกันต่อค่ะ

3. นำหมูสับหรือหมูบดมาหมัก ตามส่วนผสมที่แจ้งไว้ด้านบนนะคะ นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ค่ะ

โจ๊ก รสเด็ด สูตรกวางตุ้ง

เมื่อโจ๊กที่เราเคี่ยวไว้ในข้อ 2 ได้ที่ตามต้องการแล้ว (ซึ่งใช้เวลาประมาณประมาณชั่วโมงกว่า ๆ ค่ะ) ตักกระดูกหมูที่ใช้ต้มน้ำซุปออก จากนั้นนำหมูบดหรือหมูสับที่เราหมักไว้แล้ว มาปั้นเป็นก้อน ใส่ลงไปในหม้อโจ๊กค่ะ เคี่ยวต่ออีกสักครู่จนหมูสุก ก็ปิดไฟเตา พักไว้ก่อนค่ะ

4. นำเส้นหมี่อบแห้ง มาหั่นเป็นท่อน ๆ ความยาวประมาณ 3 นิ้วค่ะ จากนั้นตั้งกระทะ ไฟกลาง ใส่น้ำมันพอประมาณ เมื่อน้ำมันร้อนดี ให้นำเส้นหมี่ที่หั่นเป็นท่อนลงไปทอดในกระทะ ทอดเสร็จแล้วพักใส่จานไว้ก่อนค่ะ

เคล็ดลับอยู่ตรงนี้นะคะ

* เมื่อใส่หมี่ลงไปทอด หมี่จะขึ้นฟู ให้เรารีบตักขึ้น พักใส่กระชอนไว้ค่ะ อย่าปล่อยเวลานานนะคะเพราะจะทำให้เส้นหมี่ไหม้

**ค่อย ๆ ใส่เส้นหมี่ลงไปทอดครั้งละน้อย ๆ เพื่อให้เส้นหมี่สุกทั่วถึงกัน

โจ๊ก รสเด็ด สูตรกวางตุ้ง

5. นำขิงอ่อนมาปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด และหั่นฝอย ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ

6. นำต้นหอม มาล้างน้ำให้สะอาด หั่นฝอย ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ

โจ๊ก รสเด็ด สูตรกวางตุ้ง

7. ทำไข่ลวก โดยตั้งหม้อ ต้มน้ำสะอาด 1 ลิตร เมื่อน้ำเดือดให้ปิดเตาไฟ นำไข่ไก่ค่อย ๆ หย่อนลงไปในน้ำ แช่ไข่ทิ้งไว้ในน้ำเดือดนั้นจนน้ำเย็นเอง เมื่อจะทานค่อยนำขึ้นใส่ชาม ตั้งเสิร์ฟบนโต๊ะ (เมื่อตอกไข่จะได้ไข่ลวก น่าทานเชียวค่ะ)

โจ๊ก รสเด็ด สูตรกวางตุ้ง

8. เมื่อถึงเวลาทาน ก็ตักส่วนผสมต่าง ๆ ใส่จานชามที่เตรียมไว้ค่ะ ทั้งโจ๊ก, ไข่ลวก, หมี่กรอบ โรยด้วยขิงอ่อน และต้นหอม

หากต้องการให้มีรสชาติและความหอมเพิ่มเติม ก็โรยพริกไทยป่นแท้ และซีอิ้วขาว เพียงเท่านี้ก็ได้โจ๊กรสเด็ด สูตรกวางตุ้ง ทานกันอย่างอิ่มและอร่อยกันแล้วค่ะ

โจ๊ก รสเด็ด สูตรกวางตุ้ง

 

อาหารเวียดนาม สามใบเถา

อาหารเวียดนาม สามใบเถา

อาหารเวียดนาม สามใบเถา

ท้องร้องจ๊อก ๆ  แล้วค่ะ หาอะไรทานกันดีกว่า วันนี้มาทำธุระกับเพื่อนที่สุขุมวิท 101 และเธออยากทานอาหารเวียดนาม แถวนั้นมีพอดี ก็แวะเข้าไปเลยค่ะ กับร้านอาหารเวียดนาม สามใบเถา ชื่อร้านฟังดูน่ารักดีนะคะ

อาหารเวียดนาม สามใบเถา

ร้านสามใบเถา ด้านหน้าเป็นร้านอาหารแบบตึกแถวห้องเดียว อยู่ในถนนสุขุมวิท 101 (ปุณณวิถี) ระหว่างซอยปุณณวิถี 23        และปุณณวิถี 25) หากเข้ามาจากถนนใหญ่ ร้านจะอยู่ทางด้านซ้ายมือค่ะ ด้านหน้าของร้านจัดไว้เป็นส่วนที่จัดเตรียมอาหารให้กับลูกค้า ส่วนที่นั่งทานจะอยู่ด้านในค่ะ ติดแอร์ นั่งทานได้สบาย ๆ พอเข้ามาในร้านจะมีโต๊ะให้บริการไม่มากนัก ประมาณ 6-7 โต๊ะ นั่งทานกันได้ประมาณ 4-5 คนต่อโต๊ะค่ะ เมื่อหาที่นั่งกันได้แล้ว เราก็สำรวจภายในร้าน ถือได้ว่าร้านนี้ไม่ธรรมดานะคะ เพื่อเคยได้ทูลเกล้าถวายอาหารแด่สมเด็จพระเทพฯ มาแล้ว และยังได้ประกาศอื่น ๆ อีก ว่าแล้วก็รีบสั่งมาทานกันเลยดีกว่าค่ะ

อาหารเวียดนาม สามใบเถา

บนโต๊ะจะมีตะกร้าเล็ก ๆ สำหรับใส่เมนู ซึ่งบอกชื่ออาหาร และราคาไว้เรียบร้อยแล้ว เราเพียงแต่ใส่จำนวนตัวเลขของจานอาหารที่ต้องการสั่งในชนิดนั้น ๆ ค่ะ สนนราคาของอาหารที่นี่ อยู่ที่ประมาณ 40 – 120 บาทขึ้นอยู่กับชนิดอาหารและขนาดของอาหารที่สั่งค่ะ

อาหารเวียดนาม สามใบเถา

อาหารเวียดนาม สามใบเถา

มาถึงร้านอาหารเวียดนาม ก็ต้องสั่งแหนมเนืองสิคะ เมื่อเมนูนี้มาเสิร์ฟ ทั้งแหนมเนือง เครื่องเคียงต่าง ๆ และผักที่มาเป็นตะกร้า ส่วนแผ่นแป้ง ถูกตัดมาเป็นสี่เหลี่ยมขนาดกำลังพอเหมาะ ให้วางทั้งเครื่องทั้งผักแล้วห่อเพื่อทานได้ดีค่ะ ก่อนทานต้องนำตัวแป้งไปจุ่มกับน้ำที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ จุ่มครั้งเดียวก็พอนะคะอาจจะดูว่าแป้งยังแข็งอยู่ แต่เมื่อคุณวางผักวางเครื่องราดน้ำจิ้มเรียบร้อยแล้ว ตัวแป้งจะนุ่มพอดี วิธีนี้ทำให้หยิบตัวแป้งมาทานได้ง่าย เพราะถ้าเป็นร้านอื่น ๆ จะทำแป้งให้นิ่มมาก่อนแล้ว ซึ่งอาจจะหยิบมาทานได้ยากกว่าวิธีนี้ค่ะ เมื่อทานเข้าไปแล้ว แหม เมนูนี้ให้ผ่านได้เลยค่ะ รสชาติดีมาก ๆ

อาหารเวียดนาม สามใบเถา
แหนมเนือง ชุดใหญ่
อาหารเวียดนาม สามใบเถา
หมี่หมูย่าง

 

นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่น ๆ อีก อาทิหมี่หมูย่าง, ข้าวเกรียบปากหม้อนิ่ม, ขนมเบื้องเวียดนาม ซึ่งตัวแป้งถูกทอดมาอย่างกรุบกรอบค่ะ นับได้ว่าเป็นร้านที่น่าสนใจร้านหนึ่งเลยทีเดียวค่ะ

อาหารเวียดนาม สามใบเถา
ข้าวเกรียบปากหม้อนิ่ม

 

หากลูกค้าท่านใดสนใจจะสั่งไปทานที่บ้าน ทางร้านก็มีบริการจัดส่งนะคะ โดยคิดค่าจัดส่งตามระยะทาง โดยติดต่อได้ที่ 02-3116961 หรือ 083-7709993 ง่าย ๆ เท่านี้ก็รอรับความอร่อยอยู่ที่บ้านได้เลยค่ะ ร้านสามใบเถา เปิดบริการตั้งแต่ 9.00น. – 20.00 น.

อาหารเวียดนาม สามใบเถา

สมูทตี้สตรอว์เบอร์รี

สมูทตี้สตรอว์เบอร์รี

สมูทตี้สตรอเบอร์รี่

ญาติ ๆ กลับมาจากการเที่ยวเชียงใหม่ค่ะ หอบหิ้วเอาสตรอว์เบอร์รีมาเป็นของฝากด้วยมากมายทีเดียว คราวนี้ก็เกิดอาการทานไม่ทันซิคะ ดังนั้นเราก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบกันบ้าง เพื่อให้มีความแปลกใหม่และน่าทานมากยิ่งขึ้นค่ะ เลยเป็นที่มาของเมนู “สมูทตี้สตรอเบอร์รี่” ใช้วัตถุดิบที่มีอยู่ภายในบ้านมาประยุกต์ค่ะ

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)

1.สตรอเบอร์รี่ 5-7 ลูก

2.น้ำแข็งป่น 1 แก้ว

3.น้ำหวานรสสละ 1 ช้อนโต๊ะ

4.เกลือป่น ปลายช้อน

สมูทตี้สตรอเบอร์รี่

วิธีทำ

1. นำสตรอว์เบอร์รีมาเด็ดขั้วและใบทิ้ง และล้างน้ำให้สะอาดนะคะ หากใครเห็นเมนูนี้แล้วอยากทานขึ้นมา แต่ไม่มีสตรอเบอร์รี่สด ก็อาจหาซื้อแบบแช่แข็งมาทดแทนก็ได้ค่ะ หรือหากมีผลไม้ชนิดอื่นที่รสชาติไปในทิศทางเดียวกันก็ใส่รวมกันได้นะคะ เช่น ราสเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เป็นต้นค่ะ คุณก็จะได้สมูทตี้เมนูใหม่เพิ่มอีก 1 เมนูเลยค่ะ

สมูทตี้สตรอเบอร์รี่

2.น้ำแข็งสำหรับนำมาปั่นนั้น พยายามหาน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ นะคะ ถ้าเป็นน้ำแข็งป่นจะดีมาก หากไม่มีจะใช้น้ำแข็งหลอดขนาดใหญ่ก็ได้ค่ะ แต่ต้องมาทุบให้เป็นก้อนที่เล็กลง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เครื่องปั่นของคุณต้องเสียเร็วกว่าที่ควรจะเป็นนะคะ และอาจทำให้เมนูสมูทตี้ของคุณได้เนื้อน้ำแข็งที่ไม่เนียนพอตามความต้องการค่ะ

สมูทตี้สตรอเบอร์รี่

3.น้ำหวาน แนะนำให้ใช้น้ำหวานยี่ห้อที่ดี เพราะจะทำให้ได้รสชาติที่หอมหวานแบบกลมกล่อม ไม่มีกลิ่นเหม็นค่ะ

4. การที่จะได้เมนูสมูทตี้นั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่อุปกรณ์คือเครื่องปั่นนะคะ ควรเลือกยี่ห้อที่มีคุณภาพค่ะ เนื่องจากเราต้องความแข็งแรงคงทน และปั่นน้ำแข็งได้ละเอียดมาก ๆ เพราะจะทำให้ส่วนผสมที่ปั่นนั้นถูกตีจนละเอียดและขึ้นฟูค่ะ

สมูทตี้สตรอเบอร์รี่

5. เมื่อเตรียมส่วนผสมเรียบร้อยแล้ว ก็มาทำกันเลยค่ะ นำส่วนผสมทั้งหมด คือ สตรอว์เบอร์รี, น้ำแข็ง, น้ำหวานสีแดง รสสละ และเกลือป่น (ใช้เล็กน้อยก็พอนะคะ ไม่ต้องใส่เยอะค่ะ) ใส่รวมลงไปในโถปั่น ปิดฝาให้เรียบร้อย เพื่อกันน้ำกระเด็นหกเลอะเทอะค่ะ เปิดความแรงไปที่ระดับ 1 ใช้เวลาปั่นประมาณ 20-30 วินาที ก็ปิดเครื่อง ชิมความหวานตามชอบ หากยังหวานไม่โดนใจ สามารถเติมน้ำหวานแดงเพิ่มหรือน้ำเชื่อมหรือไซรัปได้ค่ะ และเทใส่แก้วที่เราเตรียมไว้ได้เลย จากนั้นตกแต่งด้านบนหรือขอบแก้วให้สวยงามด้วยสตรอเบอร์รี่ลูก หรือจะหั่นซีกก็ได้ค่ะ

สมูทตี้สตรอเบอร์รี่

***ในบางสูตรอาจใช้นมจืดผสมคู่กับไซรัป แทนการใช้น้ำหวานสีแดงนะคะ ซึ่งคุณอาจปรับเปลี่ยนตามความชอบได้ค่ะ

สมูทตี้สตรอเบอร์รี่

เห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง

เห็ดญี่ปุ่นราดหน้า

เห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง

วันนี้นั่งคิด ๆ อยู่ค่ะว่าจะทำอาหารอะไรให้สมาชิกในบ้านได้รับประทานกันดี เปิดตู้เย็นเจอวัตถุดิบหลักมา 2 อย่างแล้วค่ะ ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้หากจะพูดกันสนุก ๆ เท่ากับว่าจะพาไปเที่ยว 2 ประเทศเลยนะคะ คือ ญี่ปุ่นและฮ่องกง ถ้าเช่นนั้นเรามาบินเพื่อไปทานด้วยกันเลยนะคะกับเมนู เห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง หน้าตาจะเป็นอย่างไร น่าทานขนาดไหน มีวัตถุดิบอะไรบ้างมาเตรียมกันนะคะ

ส่วนผสม (สำหรับทานได้  3-4 ที่)

  1. คะน้าฮ่องกง 300 กรัม
  2. เห็ดญี่ปุ่น 2 อย่าง อย่างละ 125 กรัม รวมเป็น 250 กรัม
  3. กระเทียม 10 กลีบ
  4. น้ำมันหอย 2-3 ช้อนโต๊ะ
  5. ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ
  6. ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  7. พริกไทยป่น ปริมาณตามชอบ
  8. น้ำมันพืช
  9. น้ำส้มสายชู 5 ช้อนโต๊ะ (ไว้สำหรับแช่ผัก)

เห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง

วิธีทำ

1. นำคะน้าฮ่องกงมาตัดส่วนยอดออก แบ่งเป็นท่อน ๆ จนเหลือโคนก้าน ใช้มีดปอกเปลือกนำส่วนที่เป็นเสี้ยนออกไป ก็จะเหลือแต่ก้านคะน้าที่นุ่มกรอบ จากนั้นนำไปแช่ในน้ำสะอาดประมาณครึ่งภาชนะซึ่งผสมน้ำส้มชูเรียบร้อยแล้ว แช่ผักคะน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นนำผักไปล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกประมาณ 2 รอบ ทั้งนี้เพื่อความสะอาดและเป็นการล้างให้ปลอดจากสารพิษมากที่สุดค่ะ

เห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง

2. ตั้งกระทะ ใส่น้ำเกือบเต็มกระทะ ต้มจนน้ำเดือด จากนั้นนำคะน้าใส่ลงไป และตามด้วยน้ำมันพืช ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ทั้งนี้การใส่น้ำมันพืชจะช่วยทำให้คะน้า ที่ถึงแม้ว่าจะลวกเรียบร้อยและผ่านเวลาไประยะเวลาหนึ่งแล้ว ก็จะยังคงความเขียวสดและความกรอบอยู่ได้นานขึ้นค่ะ ใช้เวลาลวกผักคะน้าประมาณ 2 นาที จากนั้นนำกระชอนมาตักขึ้น สะบัดให้สะเด็ดน้ำและนำจัดลงจานเรียงให้สวยงาม พักไว้ก่อนนะคะ

เห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง

3. นำเห็ดญี่ปุ่นทั้ง 2 สีมาตัดส่วนที่เป็นรากทิ้งไปค่ะ จากนั้นนำเห็ดมาล้างน้ำให้สะอาด พักไว้ก่อนค่ะเห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง

4. กระเทียม นำมาปอกเปลือก และสับหยาบค่ะ พักไว้ก่อนนะคะ

เห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง

5. ตั้งกระทะ เมื่อกระทะร้อน ใส่น้ำมันลงไปประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ และเมื่อน้ำมันเริ่มร้อน ใส่กระเทียมลงไปผัดพอหอมและเหลืองค่ะ จากนั้นใส่เห็ดญี่ปุ่นทั้ง 2 ชนิดลงไปผัดสักครู่ จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำมันหอย, ซอสปรุงรส, ซีอิ้วขาวและ พริกไทยป่น (ถ้าใช้พริกไทยป่นอย่างดีจะทำให้อาหารของเรามีกลิ่นหอมนะคะ) ผัดให้เข้ากัน ชิมและปรุงรสตามชอบ จากนั้นตักเห็ดญี่ปุ่นโดยราดลงบนคะน้าฮ่องกงที่ลวกเสร็จเรียบร้อยและจัดใส่จานไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมเสิร์ฟแล้วค่ะกับเมนู “เห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง”

เห็ดญี่ปุ่นราดหน้าคะน้าฮ่องกง

 

น้ำอัญชันเพื่อสุขภาพ มาแล้วค่ะ

น้ำอัญชัน

น้ำอัญชันเพื่อสุขภาพ มาแล้วค่ะ

การทานอาหารเครื่องดื่มภายนอกบ้าน โดยปกติเราต้องมีความระมัดระวัง คอยสังเกตถึงวิธีการทำอาหาร ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ เช่นจาม ชาม ช้อน ว่ามีความสะอาดหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดโทษต่อร่างกายของเราภายหลังการรับประทาน เช่นท้องเสีย ท้องเดิน ซึ่งหากคุณแม่บ้านพอจะมีเวลา การทำอาหารเพื่อทานกันเองภายในครอบครัว จึงนับว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง หรือแม้แต่บรรดาเครื่องดื่ม ซึ่งไม่เพียงแต่จะหาแต่ของที่สะอาด ถูกสุขลักษณะเท่านั้น แม้แต่ประโยชน์ที่จะได้รับก็เป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึงด้วยเช่นกัน

มีคนรู้จักเก็บดอกอัญชันมาฝากในปริมาณที่เยอะอยู่พอสมควรค่ะ ก็นึกอยู่ว่าจะทำเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพดื่มกันดีกว่า เพราะดอกอัญชันถือได้ว่าเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์มาก ๆ อาทิเช่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของดวงตา, ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอล, ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน,มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอริ้วรอยแห่งวัย และอื่น ๆ อีกมากมายค่ะ เรามาเริ่มทำน้ำดื่มอัญชันกันเลยดีกว่านะคะ

น้ำอัญชันเพื่อสุขภาพ มาแล้วค่ะ

ส่วนผสม

  1. ดอกอัญชัน 4-5 ดอก
  2. น้ำเปล่าสะอาดร้อน 2 ถ้วย
  3. น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลทราย ปริมาณตามชอบ
  4. น้ำผึ้งหรือน้ำมะนาว ปริมาณตามชอบ
  5. น้ำแข็ง ปริมาณตามชอบ

วิธีทำ

  1. นำดอกอัญชันมาเด็ดส่วนที่เป็นก้านเขียว ๆ ทิ้งไป เพื่อไม่ให้น้ำมีกลิ่นเหม็นเขียว นำดอกอัญชันไปล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำมาใส่ภาชนะที่ทนความร้อน หรือใส่แก้วก็ได้ค่ะ เทน้ำเปล่าสะอาดร้อนลงไป คลุกเคล้าดอกอัญชันกับน้ำ จะพบว่าสีของน้ำเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม เมื่อได้สีเข้มตามความชอบใจแล้ว ก็ตักดอกอัญชันออก

น้ำอัญชันเพื่อสุขภาพ มาแล้วค่ะ

2. หรืออีกวิธีใช้การต้มน้ำ จนน้ำเริ่มเดือดก็ใส่ดอกอัญชันลงไป รอจนน้ำเดือดดีแล้วและเปลี่ยนสีจากดอกอัญชัน ก็นำน้ำนั้นมากรองดอกอัญชันออก ก็จะได้เป็นน้ำอัญชันเช่นกันค่ะ ทั้งข้อ 1 และ 2 นี้จะได้เป็นน้ำอัญชัน รอจนอุ่นหรือจะเติมน้ำแข็งเพื่อเป็นน้ำอัญชันเย็น ก็จะได้คุณค่าสารอาหารครบถ้วนค่ะ

น้ำอัญชันเพื่อสุขภาพ มาแล้วค่ะ

น้ำอัญชันเพื่อสุขภาพ มาแล้วค่ะ

3. แต่หากใครรู้สึกต้องการให้น้ำดอกอัญชันมีรสชาติน่าทานมากยิ่งขึ้นก็สามารถเติมน้ำเชื่อมหรือน้ำตาลทราย และเพิ่มความหอมหวานด้วยน้ำผึ้ง หรือต้องการรสเปรี้ยวก็ใส่น้ำมะนาวลงไปแทนก็ได้ในปริมาณตามชอบค่ะ สีของน้ำดอกอัญชันก็จะกลายเป็นม่วงอ่อน ๆ สวยเชียวค่ะ (แต่แนะนำว่าน้ำเชื่อม, น้ำตาลทราย หรือน้ำผึ้ง อย่าใส่ในปริมาณที่มากจนเกินไป ไม่ใช่นั้นความอ้วนจะถามหาได้นะคะ) และหากต้องการดื่มให้ชื่นใจก็เติมปริมาณน้ำแข็งลงไปเพิ่มเติมค่ะ

น้ำอัญชันเพื่อสุขภาพ มาแล้วค่ะง่าย ๆ เพียงเท่านี้ สมาชิกภายในบ้านก็ได้น้ำดอกอัญชัน ที่ทั้งสีสวย หอมอร่อย และได้ประโยชน์มาก ๆ ดื่มกันแล้วนะคะ

 

ราชรส ติ่มซำ ภูเก็ต อาหารเช้าที่คุณต้องไปลอง

ราชรส ติ่มซำ

ราชรส ติ่มซำ ภูเก็ต อาหารเช้าที่คุณต้องไปลอง

เมื่อพูดสถานที่ท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติมักให้ความสนใจมาท่องเที่ยวกันอย่างมากมายในเมืองไทย รับรองได้ว่าต้องมีชื่อ เกาะภูเก็ต อยู่ในลิสต์ด้วยแน่นอนค่ะ ซึ่งนอกจากจะมีหาดสวย ๆ ทะเลใส ๆ ไว้รอรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติกันแล้ว อาหารก็ถือได้ว่าเป็นจุดขายอย่างหนึ่งเช่นกันนะคะ เราคงพอที่จะเคยทราบกันมาว่า ทางใต้นั้นอาหารเช้าที่เขามักทานกันก็คือ ติ่มซำค่ะ เรียกได้ว่ามีให้เลือกทานเหมือนร้านกาแฟในกรุงเทพกันเลยทีเดียว ดังนั้นก็จะพามาลองทานติ่มซำกันที่ภูเก็ตค่ะ กับร้าน “ราชรส ติ่มซำ”

ราชรส ติ่มซำ ภูเก็ต อาหารเช้าที่คุณต้องไปลอง

ราชรส ติ่มซำ ถือได้ว่าเป็นร้านดังที่ภูเก็ตเลยทีเดียว เริ่มจากการตกแต่งของร้านที่ออกสไตล์โมเดิร์นแบบดิบ ๆ โชว์อิฐมอญและปูนเปลือย เรียกได้ว่าแต่งสไตล์ที่ดูทันสมัย ร้านก็โปร่งโล่ง มีโต๊ะให้เลือกนั่งมากมายและหลากหลายสไตล์ด้วยค่ะ ที่จอดรถจะอยู่ด้านหลังร้าน หากมาทานในวันธรรมดาก็สบายไปนะคะ แต่ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์ก็จะแน่นพอสมควรทีเดียว เพราะทั้งนักท่องเที่ยวและคนภูเก็ตเองก็จะมาทานกันเยอะค่ะ

ราชรส ติ่มซำ ภูเก็ต อาหารเช้าที่คุณต้องไปลอง

อาหารที่ถือได้ว่าเป็น Signature ของร้านก็คงหนีไม่พ้นติ่มซำ, บะกุ๊ดเต๋ นอกจากนี้ยังมีซาลาเปาซึ่งแป้งนิ่มมากทีเดียว และก๋วยเตี๋ยวหลอดค่ะ โดยใน 1 จาน ทางร้านจะคละมาให้ 3 ไส้คือ ปู, กุ้งและหมูแดง เขาจะทำกันสด ใหม่ตลอด นอกจากนี้แล้วในเมนูติ่มซำเอง ก็ยังมีให้คุณเลือกอีกมากมาย ชนิดตัดสินใจกันไม่ถูกว่าจะสั่งอะไรเลยค่ะ ตัวรสชาติของอาหารที่กล่าวไว้ข้างต้นเองก็อร่อยมาก ๆ ไม่เช่นนั้นร้านนี้คงไม่เป็นที่โด่งดังค่ะ นอกจากจะมีอาหารประเภทติ่มซำและอื่น ๆ แล้ว ในส่วนของเครื่องดื่มก็มีให้เลือกตั้งแต่ชา กาแฟที่เป็นเครื่องดื่มเย็น แต่ถ้าต้องการคล่องคอก็สั่งเป็นชาจีนร้อนมาทานคู่กับติ่มซำ รับรองว่าอาหารคุณจะเพิ่มความอร่อยมากขึ้นะคะ และเมื่อถึงคราวเช็คบิล ราคาก็ไม่แพงอีกด้วยนะคะ

ราชรส ติ่มซำ ภูเก็ต อาหารเช้าที่คุณต้องไปลอง

เส้นทางการไปร้านราชรส ติ่มซำ คือเส้นทางไปโรงพยาบาลวชิระ ตัวร้านจะถึงก่อนโรงเรียนเทคนิค อยู่ทางด้านขวามือ หากคุณไปท่องเที่ยวโดยพักตามโรงแรม สามารถสอบถามเส้นทางอีกครั้งกับพนักงานที่โรงแรมที่คุณไปพักได้เลยค่ะ

ราชรส ติ่มซำ ภูเก็ต อาหารเช้าที่คุณต้องไปลอง

ร้านราชรสเปิดให้บริการลูกค้าตั้งแต่ 6.00 น. ไปจนถึงประมาณเที่ยงนะคะ ทั้งนี้เพราะติ่มซำถือได้ว่าเป็นอาหารเช้าของคนที่โน่น ระยะเวลาในการขายจึงมีแค่ครึ่งวันเช้าค่ะ ใครอยากทานต้องรีบ ๆ ไปกันนะคะ หากต้องการสอบถามเส้นทาง หรือรายละเอียดอื่น ๆ ของทางร้านเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ 080-263-4664

ราชรส ติ่มซำ ภูเก็ต อาหารเช้าที่คุณต้องไปลอง

 

ร้านยำแอนด์ตำ ส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกลางเมืองกรุง

ร้านยำแอนด์ตำ

ร้านยำแอนด์ตำ ส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกลางเมืองกรุง

อาหารอีสาน ประเภทข้าวเหนียว ส้มตำ น้ำตก คิดว่าเป็นอาหารที่ถูกใจคนทุกระดับชั้นนะคะ เราจึงมักเห็นอาหารอีสานเหล่านี้มีมากมาย ตั้งแต่รถเข็น หรือนำมาพ่วงข้างกับมอเตอร์ไซด์เพื่อให้บริการลูกค้าได้มากขึ้น หรือขนาดเปิดเป็นร้านแบบห้องแถว แต่อาหารอีสานได้ถูกยกระดับมานานพอสมควรแล้ว โดยนำมาขึ้นห้าง ขายอยู่ในห้างสรรพสินค้า ตกแต่งร้านได้สวยงาม และมีการแตกยอดของอาหารอีสานออกไปเป็นอาหารสไตล์ฟิวชั่น คือนำวัตถุดิบที่มีอยู่เดิมมาผสมผสานให้มีความแปลกใหม่ ได้สุขภาพ มีหน้าตาน่ารับประทาน แต่ความอร่อยก็ยังมีอยู่เหมือนเดิมค่ะ

ร้านยำแอนด์ตำ ส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกลางเมืองกรุง

วันนี้มาธุระแถว ๆ สาทรค่ะ ที่ตึกคิวเฮ้าส์ สังเกตง่าย ๆ ก็คือ ถ้าคุณมาจากถนนพระราม 4 และจะเลี้ยวเข้าถนนสาทร คุณจะพบตึกสูง ๆ ตึกแรกตรงหัวมุม ซึ่งเป็นที่ตั้งของ LH Bank สำนักงานใหญ่ค่ะ วนเข้าตึกหาที่จอดรถได้เลย เพราะวันนี้เราจะมาทานอาหารส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกัน กับร้านยำแอนด์ตำ (Yum & Tum) ร้านนี้มีหลายสาขานะคะ แต่เนื่องจากมาธุระที่ตึกนี้ก็พามารีวิวกันที่สาขานี้ค่ะ ร้านตั้งอยู่บริเวณชั้น 1 ใกล้ ๆ กับร้านกาแฟสตาร์บัคค่ะ หาไม่ยากเลย

ร้านยำแอนด์ตำ ส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกลางเมืองกรุง

บริเวณหน้าร้านด้านซ้ายเป็นแนวยาวเข้าไปด้านในของร้าน จัดไว้เป็นส่วนของทางร้านเพื่อจัดทำอาหาร เก็บอุปกรณ์ แคชเชียร์ บริเวณด้านขวายาวเข้าไปด้านในจะเป็นโต๊ะนั่ง มีทั้งโต๊ะเซ็ตใหญ่ นั่งได้ 8-10 คน, โต๊ะเล็กประมาณ 2-4 คน และโต๊ะแบบมีพนักพิงบุนวมอยู่ด้านในค่ะ บริเวณด้านหน้าร้านอาจดูเหมือนแคบเพราะเป็นห้อง 1 ห้อง แต่เมื่อเดินเข้าไปด้านใน พื้นที่ของร้านจะกว้างออก สามารถรองรับลูกค้าได้ประมาณ 50-60 คนค่ะ เป็นห้องติดแอร์เย็นสบาย มีเพลงทั้งไทยและสากลเปิดสลับกันให้ฟังแบบสบาย ๆ ค่ะ หากมาทานช่วงเที่ยงคนอาจจะเยอะสักหน่อยนะคะ แต่ก็พอหาโต๊ะนั่งทานได้อยู่ค่ะ

ร้านยำแอนด์ตำ ส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกลางเมืองกรุง

ร้านยำแอนด์ตำ ส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกลางเมืองกรุง

ร้านยำแอนด์ตำ เป็นร้านอาหารที่ใช้เครื่องปรุงอย่างดี ดั่งที่เขาโปรโมทไว้ว่า ที่นี่ใช้น้ำปลาอย่างดีเกรดเอ และมะนาวสด ๆ และที่สำคัญไม่ใส่ผงชูรสเลย ประเภทอาหารก็จะเป็นส้มตำ, ยำ, ลาบ, ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น

ร้านยำแอนด์ตำ ส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกลางเมืองกรุง
ยำมาม่า

 

คราวนี้สั่งไปหลายเมนูค่ะ แต่เป็นยำเสียส่วนใหญ่ อาทิ ยำมะเขือ, ยำมาม่า, ยำวุ้นเส้น, ก๋วยเตี๋ยวทรงเครื่อง และส้มตำไทยใส่ปู  ทั้งหมด 5 รายการ สนนราคาทั้งหมดอยู่ที่ 800 บาท อาจราคาสูงไปนิด แต่รสชาติให้สามผ่านนะคะ หากท่านใดไม่ชอบทานเผ็ด อาจต้องแจ้งกับน้องพนักงานไว้ด้วยนะคะ จะได้ทานกันได้อย่างอร่อยค่ะ

ร้านยำแอนด์ตำ ส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกลางเมืองกรุง
ยำมะเขือ

 

ร้านยำแอนด์ตำ เปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 – 20.00 น.ค่ะ มีทั้งหมด 3 สาขา ได้แก่ อาคารคิวเฮ้าส์ สาทร ชั้น 1 โทร. 0-2677-7426, สุขุมวิท 24 โทร. 0-2260-2746 และเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 6 โทร. 0-2613-1501 สะดวกที่ไหนไปที่นั่นนะคะ

ร้านยำแอนด์ตำ ส้มตำสไตล์ฟิวชั่นกลางเมืองกรุง
ยำวุ้นเส้น

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

นายหัวโรตีชาชัก

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

การจะเปิดร้านขายอาหารการกินสักหนึ่งร้าน หากต้องการเอาใจผู้บริโภคให้ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย ภายในร้านของคุณต้องมีประเภทอาหารที่หลากหลายและโดนใจ วันนี้เลยมาแนะนำร้านอีกหนึ่งร้าน ที่ดิฉันเข้าไปก็ถึงกับทึ่งในไอเดียหลาย ๆ อย่าง ร้านนี้มีชื่อว่า นายหัวพลัสโรตี-ชาชัก เป็นร้านแฟรนไชส์นะคะ โดยจะพาไปที่สาขาอุดมสุขค่ะ

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

ร้านนายหัวโรตี-ชาชัก ชื่อก็คือบ่งบอกถึงสินค้าใช่ไหมคะว่าร้านนี้ขายอะไรบ้าง ตอนแรกดิฉันก็คิดอย่างหลาย ๆ ท่านค่ะ แต่พอเห็นหน้าร้าน ที่ใช้กระจกกรุเป็นผนังด้านหน้า ทำให้ร้านดูโปร่งโล่งแล้ว ประตูยังเป็นแบบเปิดปิดอัตโนมัติ เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในร้าน ต้องบอกได้คำหนึ่งว่าการตกแต่งร้านนี่เอาใจวัยรุ่นมาก ๆ เพราะผนังก็เป็นภาพเขียนการ์ตูนเชิงล้อเลียนนิด ๆ โดยอิงคนดังตามประเทศต่าง ๆ แต่มีจุดเด่นตรงที่ลักษณะท่าทางและของทานในมือว่าดื่มเครื่องดื่ม หรือทานโรตีอยู่ ถือว่าทำได้เก๋ไก๋มาก ๆ ทีเดียวค่ะ โต๊ะนั่งก็เป็นสไตล์แบบร้านเครื่องดื่ม คือมีที่นั่งสตูล แบบนั่งคนเดียว หรือหากใครมากับเพื่อนหรือครอบครัวก็มีโต๊ะให้เลือกนั่งกันได้เช่นเดียวกัน เมื่อจะสั่งอาหารเครื่องดื่มก็ไปที่เคาน์เตอร์ ลักษณะเคาน์เตอร์ตลอดจนการตกแต่งร้านออกแนวฟาสต์ฟู้ดชื่อดังค่ะ

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

จากที่เกริ่นชื่อร้านไว้ว่า เป็นโรตี ชาชักนั้น ทั้งโรตีที่มีให้เลือกหลากหลายหน้า และชาชักที่จะเลือกเป็นธรรมดาหรือใส่ไข่มุกค่ะ  แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประทับใจก็คือ นอกจากของทานประเภทโรตี ชาชักแล้ว ยังมีนมสด โกโก้ กาแฟ ขนมปังสังขยา แต่นั่นยังไม่หมดนะคะ เพราะมีอาหารด้วยค่ะ นั่นคือ แหนมเนือง และส้มตำ ลาบ น้ำตก เรียกได้ว่าไม่ใช่แค่วัยรุ่นที่จะเข้าร้านนี้นะคะ ผู้ใหญ่ที่อยากทานของหนัก ๆ ตามมื้อก็สามารถแวะมาร้านนี้ได้ด้วยเช่นกันค่ะ

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

เนื่องจากไม่ทราบว่าที่ร้าน มีขายอาหารด้วย ก็เลยทานจากที่อื่นมากแล้วค่ะ วันนี้เลยได้ลองทานไปแค่ชานมเย็น นมสดร้อน โรตีกรอบหน้านม และขนมปังสังขยา ถือได้ว่าราคาไม่ได้แพงมากนัก รสชาติดีใช้ได้ค่ะ

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

ร้านนายหัวพลัส โรตี-ชาชัก มีอยู่หลายสาขานะคะ แต่หากใครต้องการมาที่สาขาอุดมสุข ร้านจะตั้งอยู่ที่สุขุมวิท 103 จากปากซอยก็ตรงเข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงซอยอุดมสุข 47 ร้านจะอยู่เลยซอยไปอีกนิดหน่อย หรือสังเกตง่าย ๆ ก็อยู่เยื้อง ๆ กับอีซูซุ สาขาอุดมสุขค่ะ หาไม่ยากเลย ร้านเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.30-24.00 น.ค่ะ หากต้องการตรวจสอบสาขาที่ใกล้บ้านคุณลองเข้าไปสอบถามได้ที่    https://th-th.facebook.com/RotiNaihua

โรตีรุ่นใหม่ ต้องนายหัวโรตี-ชาชัก

น้ำพริกกะปิหมูสับ

น้ำพริกกะปิ

น้ำพริกกะปิหมูสับ

วันนี้พาเข้าครัวมาทำอาหารทานกันค่ะ ทำทานกันเองนี่ล่ะ มั่นใจได้ทั้งความปลอดภัย ความสะอาด ปริมาณมากน้อยตามสมาชิกในครอบครัว และผลพลอยได้ที่สำคัญคือการได้ทานข้าวร่วมกันกับคนในครอบครัว ทานกันไป พูดคุยกันไป กระชับความสัมพันธ์ได้ดีทีเดียวนะคะ วันนี้เลยนำเมนูอร่อย ๆ มาแนะนำกันอีกหนึ่งเมนูค่ะ “น้ำพริกกะปิหมูสับ” ฟังดูก็น่าอร่อยแล้วใช่ไหมคะ งั้นเรามาเตรียมวัตถุดิบกันเลยดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม (รับประทานได้ประมาณ 4-5 ที่)

  1. หมูสับ 500 กรัม
  2. กะปิ อย่างดี 1 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำตาลปิ๊ป 1 ช้อนโต๊ะ
  4. พริกจินดาสีแดง 10 เม็ด
  5. กระเทียม 10 กลีบ
  6. ตะไคร้ 5 ต้น
  7. ใบมะกรูด 10 ใบ
  8. น้ำปลา ½ ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืช ประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ
  10. ผักสดเพื่อทานกับน้ำพริก ปริมาณตามชอบ

น้ำพริกกะปิหมูสับ

วิธีทำ

  1. นำพริกแดงจินดา เด็ดขั้วและล้างน้ำให้สะอาด นำลงไปโขลกรวมกันระหว่าง พริกแดงจินดา, กระเทียม และกะปิ จนเข้ากันดี พักไว้ก่อนค่ะ

น้ำพริกกะปิหมูสับ2. ตั้งกระทะ ใช้ไฟปานกลาง จนกระทะร้อน ใส่น้ำมันลงไป เมื่อน้ำมันเริ่มร้อน นำเครื่องแกงที่ทำไว้ในข้อที่ 1 ลงไปผัดพอหอม จากนั้นนำหมูสับใส่ตามลงไป ผัดจนหมูสุกนำตะไคร้ที่หั่นเป็นแว่นฝอยเรียบร้อยแล้ว ใส่ลงไปในกระทะ ผัดไปเรื่อย ๆ จนแห้ง โดยให้น้ำมันจากหมูสับออกมาให้หมดค่ะ

น้ำพริกกะปิหมูสับ

 

3. จากนั้นปรุงรสเพิ่มเติม ด้วยน้ำปลา, น้ำตาลปิ๊ป ผัดต่อให้เข้ากันและแห้งค่ะ ช่วงที่ใส่น้ำตาลปิ๊ปนี้ ตัวหมูของเราจะมีสีที่เปลี่ยนเป็นคล้ำกว่าเดิมบ้างก็ไม่ต้องตกใจนะคะ ให้ผัดไปเรื่อย ๆ ค่ะ

น้ำพริกกะปิหมูสับ

4.เมื่อผัดจนแห้งดีแล้ว นำใบมะกรูดที่หั่นฝอยเรียบร้อยแล้ว โดยแบ่งลงมาผัดกับหมูสับเพียงครึ่งเดียว (อีกครึ่งเก็บไว้โรยหน้าน้ำพริกค่ะ) จากนั้นผัดให้เข้ากัน ใช้เวลาประมาณ 1 นาทีก็พอนะคะ ไม่ควรผัดนาน เพราะไม่เช่นนั้นมะกรูดจะทำให้น้ำพริกเรามีรสขมได้ค่ะ ปิดเตาไฟ และตักใส่จานที่เตรียมไว้ จากนั้นโรยใบกรูดที่ยังมีอยู่อีกครึ่งหนึ่งโรยหน้าน้ำพริกค่ะ

น้ำพริกกะปิหมูสับ

5.นำผักสดตามชอบมาแช่น้ำผสมน้ำส้มสายชู แช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จากนั้นเทน้ำทิ้งและล้างด้วยน้ำสะอาดอีก

ประมาณ 2 รอบ จัดใส่ภาชนะให้ดูน่ารับประทาน เสิร์ฟคู่กันกับน้ำพริก ทานพร้อมข้าวสวยร้อน ๆ รับรองอร่อยเด็ดค่ะ

น้ำพริกกะปิหมูสับ

จะเห็นได้ว่าน้ำพริกกะปิหมูสับเมนูนี้ ใช้เวลาทำไม่นานนักและก็ทำได้ไม่ยากเลยค่ะ หากใครลองทำแล้ว มาแจ้งผลให้ทราบกันบ้างนะคะว่าถูกใจสมาชิกในครอบครัวกันหรือเปล่าค่ะ