หมูสับข้าวโพดทอด

หมูสับข้าวโพดทอด

เมื่อวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ได้ไปเที่ยวปากช่อง เขาใหญ่มาค่ะ ซึ่งของฝากขึ้นชื่อนอกจาก องุ่น นม แล้ว ยังมีของฝากอีกอย่างคือ ข้าวโพดหวานอร่อยๆ ข้าวโพดหวานต้ม (จะเห็นร้านขายข้าวโพด 2 ข้างทางทั้งไป และกลับเลยนะค่ะ ร้านไหนๆก็อร่อยเหมือนกันค่ะ เพราะจำไม่เคยได้ว่าซื้อจากร้านไหน ) พอทานไม่หมดให้เก็บใส่ตู้เย็นไว้เลยค่ะ (เก็บไม่ควรเกิน 3-4 วันนะคะ) นำมาทำอาหาร ขนมกันค่ะ ซึ่งเมนูวันนี้เป็นกับข้าวเอาใจเด็กๆกันค่ะ สำหรับเมนูทานง่ายแบบ “หมูสับข้าวโพดทอด” วิธีทำไม่ยุ่งยากเลยค่ะ ลองมาทำทานกันดูนะคะ Continue reading “หมูสับข้าวโพดทอด”

เอเต้ ไอศกรีม ร้านไอศกรีมอร่อย ๆ พ.ศ.นี้

เอเต้ ไอศกรีม

เวลาเราเจออากาศร้อน ๆ ทุกท่านคงเป็นเหมือนกันที่อยากทานของเย็น ๆ ดับร้อน ไม่ว่าจะเป็นข้าวแช่ น้ำปั่น น้ำอัดลมเย็นเจี๊ยบ หรือแม้กระทั่งไอศกรีม แต่ถ้าอยากจะละเลียดไอศกรีมแสนอร่อย พร้อมท้อปปิ้งหรือแม้แต่เครื่องเคียงเก๋ ๆ วันนี้มาแนะนำร้านไอศกรีมสักหนึ่งร้านไว้เป็นร้านในดวงใจ

“เอเต้ ไอศกรีม” “ete icecream” ร้านนี้มีสาขาอยู่ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดเมืองใหญ่ ๆ โดยในกรุงเทพมีอยู่ที่เซ็นทรัล สีลมคอมเพล็กซ์ และเมกา บางนา กม. 8 ส่วนในต่างจังหวัดนั้นมีที่ เซ็นทรัลพัทยา, ชลบุรี, ภูเก็ต, เชียงใหม่ แอร์พอร์ต และจังซีลอน ภูเก็ต

เอเต้ ไอศกรีม
วันนี้พามาชมรีวิวกับเอเต้ ไอศกรีม สาขาเมกาบางนาค่ะ ร้านอยู่ชั้น 1 ตรงข้ามบันไดเลื่อน ใกล้ทางเข้าออกด้านหน้าห้าง (ทางเข้าออกมีหลายทางนะคะ) โซนโรงหนัง ร้านเปิดทุกวันค่ะ ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น. ส่วนที่จอดรถก็มีเยอะมากค่ะไม่ต้องกังวลเลย ไม่ว่าจะเป็นที่จอดภายในตัวอาคาร สำหรับจอดในร่ม และลานจอดรถด้านหน้าของห้างซึ่งมีพื้นที่เยอะมาก ๆ จอดกลางแจ้งนะคะ แต่ก็เข้าออกห้างได้ง่ายและสะดวกค่ะ

ภายในร้านตกแต่งเป็นโทนขรึม ๆ สีน้ำตาลและครีม ดูสวยหรู มีสไตล์ ลุคสบาย ๆ ผู้คนไม่พลุกพล่าน บรรยากาศดีเชียวค่ะ ภายในร้านสะอาดสะอ้าน พนักงานบริการดีและยิ้มแย้ม ที่ตู้ไอศกรีมไฟสว่างทำให้ไอศกรีมยิ่งดูน่าทานมากขึ้นไปอีกค่ะ

เอเต้ ไอศกรีม
เมื่อเข้าไปก็จัดแจงหาที่นั่งกันเลย พนักงานก็จะนำเมนูมาให้เลือกค่ะ จากชื่อร้านที่เห็นว่าเป็นไอศกรีมนั้น จริง ๆ แล้วมีอาหารหนัก ๆ ประเภทสปาเก็ตตี้ ยำ และสลัดต่าง ๆ ตลอดจนอาหารเจในช่วงเทศกาลทานเจ ก็มีให้เลือกทานได้ด้วย แต่อาจจะไม่มีให้เลือกมากมายนักเท่านั้นเอง นอกจากนี้ยังมีพวกเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่นชา กาแฟ ผลไม้ปั่น ไอศกรีมปั่น เป็นต้น ส่วนไอศกรีมทำมาจากนมสดแท้ ครีมสดแท้ ก็มีรสให้เลือกมากมายกว่า 30 ชนิดเรียกได้ว่ากันแทบไม่ถูกเลยทีเดียว และยังมีทอปปิ้งหลากหลาย อาทิโอรีโอ้ บราวนี่ ช็อคโกแลต ฮันนี่โทสต์ วอฟเฟิล เครป โอ๊ยอีกมากมายทีเดียว แถมการจัดลงจานเพื่อมาเสริฟก็ใช้ศิลปะพอสมควรทีเดียวเพราะดูแล้วน่าทานมาก ๆ ค่ะ

เอเต้ ไอศกรีม
ช็อก ลาวา Choc Lava 150.-

ในส่วนตัวเวลาก็จะสั่งตามเมนูและเปลี่ยนรสชาติของไอศกรีมเป็นรสชาติที่ตนเองชอบ นั่นคือชาเขียว ทานครั้งใดก็ให้รู้สึกละมุนลิ้น เพราะหอมกลิ่นชาเขียว อีกทั้งรสชาติของไอศกรีมไม่หวานเลี่ยนเกินไป ส่วนท้อปปิ้งที่มาพร้อมกับไอศกรีมก็อร่อยค่ะ ราคาก็ไม่ได้สูงเกินไป โดยเฉลี่ยสนนราคาก็อยู่ที่ประมาณ 100-250 บาทต่อเมนู ใครที่ผ่านไปมาย่านบางนา-ตราด หรือสีลม ก็ไปลิ้มลองรสชาติกันได้นะคะที่ ete ice cream แล้วคุณจะติดใจ

เอเต้ ไอศกรีม
วอฟเฟิล พาราไดซ์ Waffle Paradise 105.-
เอเต้ ไอศกรีม
บราวนี่ รีเจนท์ Brownie Legend 185.-

บัวลอย…..แม่เอ๊ย

บัวลอย

วันนี้วันหยุดสุดสัปดาห์ สมาชิกในบ้านอยู่กันพร้อมหน้า เลยอยากจะหาของอร่อยทำทานกัน และผลพลอยได้อีกอย่างก็คือ ให้สมาชิกในบ้านได้มีส่วนรวมในการทำถือว่าเป็นกิจกรรมสร้างเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวกันไปในตัวอีกด้วย ขนมที่คิดไว้คือ บัวลอยค่ะ เด็ก ๆ จะได้สนุกกับการปั้นแป้งอีกด้วย ส่วนผสมของบัวลอยก็ไม่ได้มีอะไรยุ่งยากมากนัก ลองมาดูกันเลยนะคะ

ส่วนผสม (ส่วนผสมนี้ได้ 1 หม้อขนาดกลางนะคะ)
1. แป้งข้าวเหนียว 500 กรัม
2. น้ำกะทิ 500 กรัม
3. น้ำต้มสุก ½ ถ้วยตวง
4. ดอกอัญชัญ 1 ถ้วยตวง (ใช้สำหรับผสมในแป้งให้มีสีม่วง)
5. น้ำหวานสีแดง 5 ช้อนโต๊ะ (ใช้สำหรับผสมในแป้งให้มีสีแดง)
6. เผือกเชื่อม 1 หัว
7. เนื้อมะพร้าวอ่อน 4-5 ลูก
8. น้ำตาลทราย 10 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ต้องบอกก่อนนะคะว่าสัดส่วนที่บอกไว้ข้างบนนั้น เวลาปั้นแป้งแล้วได้ 1 หม้อเต็มขนาดกลางเลยทีเดียว เนื่องจากที่บ้านคนเยอะ และชอบแจกเพื่อนบ้านค่ะ หากท่านใดอยากทำแต่คนทานไม่เยอะ แนะนำให้ทยอยผสมแป้งนะคะ อาจเริ่มที่ 200 กรัมก่อนก็ได้ค่ะ โดยเรานำแป้งผสมกับน้ำต้มสุก (แต่ที่บ้านไม่อยากทานเป็นแป้งอย่างเดียวค่ะ ก็เลยผสมเผือกเชื่อมลงไปด้วย ถ้าท่านใดไม่ชอบหรือไม่มี ก็ใช้เพียงแป้งอย่างเดียวก็ได้ค่ะ) แล้วก็ขยำแป้งให้เข้ากันกับน้ำ (ทยอยใส่น้ำเข้าไปในแป้งทีละน้อยนะคะ) ขยำไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกว่าไม่แฉะเละเกินไป และตัวแป้งเข้ากับน้ำดีแล้ว

บัวลอย

ก็แบ่งแป้งออกเป็น 3 ส่วนค่ะ ส่วนแรกเป็นสีแป้งคือสีขาวอยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไร พักไว้ ส่วนที่ 2 เป็นสีแดงก็นำน้ำหวานสีแดงผสมลงไปแล้วเราก็ขยำให้เข้ากันจนแป้งเป็นสีแดงหรือชมพูทั้งก้อน หากตัวแป้งมีลักษณะเหลวมากเกินไป ก็เพิ่มแป้งลงไปคลุกอีกได้นะคะ ส่วนที่ 3 เป็นสีม่วงของอัญชัน ก็นำอัญชันผสมกับน้ำร้อน โดยอัตราส่วนดอกอัญชัน 4 ส่วน น้ำ 1 ส่วน แล้วค่อย ๆ ทยอยเทน้ำลงไปผสมกับแป้ง ยังไม่ต้องใส่เยอะนะคะ ไม่เช่นนั้นแป้งของเราจะเหลวเกินไป จากนั้นก็ขยำแป้งให้เข้ากับน้ำดอกอัญชันเช่นเดียวกับแป้งสีแดงเมื่อสักครู่ (หากใครหาดอกอัญชันไม่ได้ จะใช้เป็นสีผสมอาหาร หรือน้ำหวานสีเขียวก็ได้ค่ะ)

บัวลอย
หากใช้สีม่วงจากดอกอัญชัน ก่อนแช่น้ำร้อนให้ดึงเกสร (ส่วนที่เป็นสีเขียว) ออกก่อนนะคะ เพราะบางคนอาจแพ้ เวลาทานจะรู้สึกระคายคอได้ค่ะ

หากใครอยากให้มีสีมากกว่าก็ได้นะคะ เช่นสีเหลือง ก็นำฟักทองลงไปผสมก็ได้ค่ะ โดยนึ่งฟักทองให้สุก แล้วนำไปผสมกับตัวแป้งค่ะ ซึ่งวิธีธรรมชาติเหล่านี้เราจะได้ขนมที่ปลอดภัยและได้คุณค่าด้วยค่ะ เมื่อได้แป้งที่มีสีผสมต่าง ๆ ตามที่เราต้องการแล้ว พักแป้งไว้สักครู่นะคะ ประมาณ 5-10 นาที แป้งจะเซ็ตตัวทำให้ปั้นเป็นลูกได้ง่ายขึ้นค่ะ

บัวลอย
เมื่อปั้นเป็นลูก แล้วยังไม่ใส่ในหม้อต้มทันที ก็โรยผงแป้งข้าวเหนียวในภาชนะที่เราปั้นแป้งไว้ด้วยค่ะ เพื่อกันแป้งติด

2. นำน้ำกะทิใส่หม้อตั้งไฟอ่อน เคี่ยวไปเรื่อย ๆ จนเดือด ระหว่างนั้นต้องคนไปเรื่อย ๆ ห้ามหยุดนะคะ ไม่เช่นนั้นกะทิจะเป็นเม็ดค่ะ เมื่อกะทิเดือดก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปคนให้ละลาย ทยอยใส่นะคะ แล้วชิมรสชาติความหวานตามชอบเลยค่ะ จากนั้นใส่เนื้อมะพร้าวอ่อนที่หั่นเป็นชิ้นพอคำดีแล้วลงไปเคี่ยวอีกสักครู่ก็ปิดไฟเตาได้เลยค่ะ

บัวลอย
3. ตั้งหม้อใส่น้ำให้เต็มหม้อเลยนะคะ ต้มจนเดือด หรี่เป็นไฟกลาง และเตรียมน้ำเย็นใส่หม้ออีกหนึ่งหม้อ เพื่อไว้เป็นที่พักแป้งที่สุกแล้วค่ะจากนั้นเตรียมปั้นแป้งที่เรานวดและพักไว้แล้ว แต่ก่อนที่ปั้นให้นำผงแป้งข้าวเหนียวมาทาที่มือก่อนนะคะ เพื่อว่าเวลาที่เราปั้นแป้งจะได้ไม่ติดมือค่ะ นำแป้งที่เราพักไว้นำมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ เม็ดเล็กขนาดครึ่งข้อนิ้วก้อย แล้วก็หย่อนลงไปในหม้อที่เราต้มน้ำไว้เลยค่ะ หากแป้งสุกก็จะลอยขึ้นมา เราก็ใช้กระชอนหรือทัพพีที่มีรูตักตัวแป้งขึ้นมาแล้วไปพักไว้ในหม้อที่ใส่น้ำเย็นได้เลยค่ะ ทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนแป้งที่ผสมไว้หมดค่ะ

บัวลอย
4. เมื่อจะรับประทาน ก็ใช้ทัพพีมีรูตักตัวแป้งขึ้นมาใส่ถ้วย ปริมาณตามความต้องการค่ะ และตักกะทิมะพร้าวอ่อนราดตามลงไป เพียงเท่านี้เราก็ได้อิ่มอร่อยกับบัวลอยที่สมาชิกในบ้านได้มีส่วนร่วมในการช่วยกันทำแล้วนะคะ เป็นการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีอีกด้วยค่ะ

บัวลอย

บัวลอย

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

ให้หลานหาซื้อวัตถุดิบมาติดบ้านไว้ค่ะ เผื่อวันไหนเรียนแค่ครึ่งวันแล้วจะต้องฝากท้องไว้ที่บ้าน จะได้มีอะไรทำให้เธอทานได้ แล้วเธอก็เลือกเอาฟูซิลีหลากสีมาค่ะ โดยให้เหตุผลว่าเส้นมันแปลก เพราะเป็นเกลียว ๆ และสีมันสวยดี เพราะผสมกันถึง 3 สี คือ เหลือง เป็นสีจากแป้งธรรมดา เขียว นี่จะผสมด้วยผักโขม และส้ม จะเป็นผสมด้วยพริก แล้วยี่ห้อที่เลือกมาก็ใช้เวลาต้มไม่นานอีกด้วยค่ะ และแล้วก็ได้ฤกษ์ลงมือทำมื้อกลางวัน ให้ดูแปลกใหม่ตื่นตาคนทานกันหน่อย เตรียมเครื่องกันเลยนะคะ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

ส่วนผสม (สัดส่วนนี้สำหรับ 2-3 ที่)

1. ฟูซิลี ประมาณ 3 กำมือ
2. เต้าหู้ไข่แบบหลอด 1-2 หลอด
3. หมูสับ 100 กรัม
4. แป้งทอดกรอบ 4 ช้อนโต๊ะ
5. กระเพรา 4 ต้น
6. พริกขี้หนู 6-7 เม็ด
7. น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
8. ซีอิ้วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
9. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
10.น้ำต้มสุก ½ ถ้วย
11.เกลือป่น 1 ช้อนชา (ใช้สำหรับต้มเส้นฟูซิลี)
12. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ (สำหรับผัด) 1 ช้อนชา (ใช้สำหรับต้มเส้นฟูซิลี) และ 1 ถ้วยตวง สำหรับทอดเต้าหู้ไข่
13.กระเทียมกลีบใหญ่ 8-10 กลีบ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

วิธีทำ

1. ต้มเส้นฟูซิลี โดยตั้งหม้อ ใส่น้ำประมาณ 2-3 ถ้วย (หม้อขนาดกลาง น้ำประมาณครึ่งหม้อ) ใช้ไฟแรง ต้มน้ำให้เดือด จากนั้นหรี่เป็นไฟกลาง ใส่เกลือป่นและน้ำมันพืชลงไปเพื่อกันเส้นติดกันและเพื่อให้ตัวเส้นมีรสชาติเค็มนิด ๆ ใส่เส้นฟูซิลีลงไปต้ม (โดยปริมาณการทาน ดิฉันใช้วิธีประมาณเอาค่ะ คือ 1 กำมือกับอีกเล็กน้อยต่อ 1 คนของสาว ๆ ที่บ้าน ซึ่งทานกันไม่เยอะค่ะ แต่บางทีถ้าเราประมาณปริมาณอย่างนี้แล้ว อย่าคิดว่ามันน้อยนะคะ เพราะหลังต้มตัวแป้งมันฟูขึ้นอีกค่ะ ซึ่งเราต้องเผื่อไว้ด้วยค่ะ)

ต้มไปประมาณ 7 นาที (อันนี้ดูที่ฉลากของแต่ละยี่ห้อนะคะ เพราะแต่ละยี่ห้อจะใช้เวลาต้มไม่เหมือนกันค่ะ) เราก็ลองตักขึ้นมาชิมดูค่ะว่าความนุ่มของแป้งนี่ตรงตามที่เราชอบหรือยัง สำหรับเมนูนี้เราทำตัวกระเพรามาราด เพราะฉะนั้นตัวเส้นจะไม่ต้องถูกนำไปผัดต่อ เราก็ต้มเส้นจนนิ่มได้ตามความชอบของเราได้เลยค่ะ หากได้ตามต้องการก็ปิดเตา ทิ้งน้ำและเส้นฟูซิลีผ่านกระชอน แล้วนำเส้นไปผ่านน้ำเย็นอีกครั้ง ทิ้งไว้สักครู่เพื่อให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นจัดใส่จานรอไว้ค่ะ (ถ้าเว้นช่วงนานกว่าจะทำตัวกระเพราราด ให้ใส่น้ำมันพืชซักเล็กน้อยลงไปคลุกกันติดนะคะ)

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด
นำเส้นฟูซิลีไปต้มประมาณ 7 นาที แล้วจะได้ออกมาดังภาพที่ 3

2. เต้าหู้หลอด นำมาตัดออกจากตัวหลอดพลาสติก ทิ้งไว้สักครู่ให้ตัวเต้าหู้แห้งลง ระหว่างนั้นตักแป้งทอดกรอบใส่จานรอไว้ (ครั้งนี้ดิฉันนำแป้งทอดกรอบรสดั้งเดิม ผสมกับรสเผ็ดอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะค่ะ แต่ถ้าใครไม่ชอบที่จะให้มีรสเผ็ดก็ใช้รสดั้งเดิมอย่างเดียว) เมื่อเต้าหู้หมาด ๆ ดีแล้ว ตัดแบ่งเต้าหู้เป็นแว่น ๆ หนาประมาณ 1 ซม. แล้วนำไปคลุกกับแป้งทอดกรอบให้ทั่ว พักไว้ ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมัน เมื่อน้ำมันร้อน ก็ค่อย ๆ หย่อนตัวเต้าหู้ที่ชุบแป้งดีแล้วลงไป

พยายามทอดให้หมดภายใน 1-2 ครั้งของการทอดนะคะ เพราะน้ำมันจะเริ่มดำขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ตัวเต้าหู้ทอดของเราไม่สวยได้ค่ะ (หากท่านไม่ชอบชุบแป้ง จะนำเต้าหู้มาทอดเปล่า ๆ ก็ได้นะคะ แต่ต้องมั่นใจว่าตัวเต้าหู้แห้งสนิท ไม่เช่นนั้นเต้าหู้จะแตกและเละระหว่างทอดค่ะ) และเมื่อด้านที่ลงทอดตอนแรกแป้งเริ่มเหลืองแล้ว ค่อย ๆ พลิกอีกด้านค่ะ แรก ๆ อย่าพลิกบ่อยเพราะตัวเต้าหู้ยังไม่แข็งตัวดีอาจจะแตกเละได้ค่ะ เมื่อเหลืองได้ที่ก็ใช้กระชอนที่มีรูตักขึ้นมา ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำมันค่ะ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด
การทอดเต้าหู้ไข่

3. ล้างกระเพราให้สะอาด เด็ดใบแต่ละใบ ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ

4. พริกขี้หนู ล้างให้สะอาด เด็ดขั้ว นำมาบุบหยาบค่ะ แต่ท่านใดชอบทานเผ็ดก็นำไปโขลกได้นะคะ

5. กระเทียม ตัวส่วนหัวท้าย แกะเปลือก ล้างให้สะอาด นำมาสับหยาบ หรือหั่นเป็นแว่นบาง ๆ ก็ได้ค่ะ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

6. จากนั้นตั้งกระทะ ใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมัน พอเริ่มร้อนใส่กระเทียมและพริกขี้หนูลงไปผัดสักครู่ แล้วตามด้วยหมูสับ รวนไปจนใกล้สุก ก็ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย ซีอิ้วขาว น้ำตาลทราย และใส่น้ำต้มสุก ชิมและปรุงรสตามชอบ ให้รสเข้มข้นกว่าปกตินะคะ เพราะเราจะนำไปราดกับเส้นฟูซิลี ถ้าทานกับแป้งรสจะจืดลงอีกค่ะ เมื่อได้รสชาติที่ต้องการแล้ว ใส่เต้าหู้ทอดและกระเพราลงไปผัดซัก 5-6 ทีก็พอค่ะ ปิดเตาไฟ และตักราดลงบนฟูซิลีที่เราจัดใส่จานรอไว้แล้วได้เลย ทานตอนร้อน ๆ นี่อร่อยสุดยอดเลยค่ะ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด
ทานกันเลยค่ะ กำลังร้อน ๆ

ฟูซิลีผัดกระเพราเต้าหู้ทอด

เชียงดาวเนสท์ อร่อยกับอาหารฝรั่ง ดื่มด่ำกับวิวภูเขา

เชียงดาวเนสท์

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่เรียกว่าปลายฝน ต้นหนาวกันแล้วนะคะ ตื่นนอนตอนเช้าก็รับรู้ถึงอากาศที่เริ่มเย็นสบายได้บ้างแล้วในบางวัน พออากาศแบบนี้ก็ต้องออกท่องเที่ยวขึ้นเหนือกัน ไปรับแอร์เย็น ๆ จากธรรมชาติกันดีกว่า งานนี้ดิฉันติดภารกิจค่ะ น่าเสียใจที่สุด คุณเพื่อนก็เลยอาสาไปเก็บภาพความงามของธรรมชาติ ตลอดจนอาหารการกินที่ทานกันชนิดว่ากลับมาห้ามชั่งน้ำหนักกันเลยทีเดียว จากในบรรดาร้านอาหารที่ไปเสาะแสวงหาทานกันนั้น เพื่อน ๆ ทั้งกลุ่มยกนิ้วให้อยู่หลายร้าน หนึ่งในนั้นก็คือร้านเชียงดาวเนสท์ (Chiang Dao Nest)

เชียงดาวเนสท์
ร้านเชียงดาวเนสท์ (Chiang Dao Nest) ตั้งอยู่ที่อำเภอเชียงดาว ทางเข้าเดียวกับทางไปถ้ำเชียงดาว ต้องขับรถผ่านป่าเขาเข้าไปพอสมควร แต่ทางขับรถได้สบาย ๆ นะคะไม่ได้สมบุกสมบันอะไร อีกอย่างก็ไม่ต้องกลัวหลงเพราะจะมีป้ายบอกตลอดทางและเป็นระยะ โดยร้านเชียงดาวเนสท์นี้มี 2 ที่นะคะ ร้านแรกจะอยู่ต้นทางคือเชียงดาวเนสท์ 2 เป็นร้านอาหารไทยค่ะ แต่ร้านที่เราจะไปกันวันนี้คือร้านเชียงดาวเนสท์1 ซึ่งอยู่เลยเข้าไปจากร้านเชียงดาวเนสท์ 2 ประมาณ 500 เมตร อาหารจะเป็นสไตล์ฝรั่งนะคะ

เชียงดาวเนสท์
หากใครต้องการหาที่พัก ทั้งสองแห่งก็มีที่พักไว้รองรับด้วยเช่นกัน สนนราคาต่อคืนไม่แพงเลย แอบกระซิบว่าหลักร้อยเท่านั้น (ไม่กี่ร้อยด้วยค่ะ) ห้องพักแต่ละห้องจะตกแต่งไม่เหมือนกัน แต่ต้องบอกก่อนว่าภายในห้องพักอาจไม่ได้มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรมากนัก ทั้งนี้เป็นเพราะเจ้าของ รีสอร์ทต้องการให้ท่านได้ดื่มด่ำกับธรรมชาติ ฟังเสียงนก เสียงแมลง มากกว่านั่นเอง

เชียงดาวเนสท์                                           เชียงดาวเนสท์
มาเข้าเรื่องอาหารกันต่อดีกว่าค่ะ ที่เชียงดาวเนสท์2 นี้ ที่จอดรถสะดวกและมีมากพอสมควรทีเดียว ตัวร้านจะโปร่ง โล่ง สบาย ๆ ทำออกมาสไตล์ธรรมชาติมาก ๆ ร้านตกแต่งด้วยไม้ หลังคามุงด้วยใบจาก ไม่มีแอร์นะคะ เนื่องจากอากาศที่นี่เย็นสบายตลอดอยู่แล้ว ในส่วนของพนักงาน บริการดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เมนูก็มีหลากหลาย สนนราคาก็ประมาณ 100-500 บาทต่อจาน ซึ่งเท่าที่ทราบมาเมนูของทางร้านส่วนใหญ่จะไม่ค่อยซ้ำกันในแต่ละวันนะคะ ลองสอบถามพนักงานถึงเมนูพิเศษประจำวันก็ได้ค่ะ

เชียงดาวเนสท์                                                             เชียงดาวเนสท์

เชียงดาวเนสท์                                                             เชียงดาวเนสท์
จากรูปคุณเพื่อนก็ถ่ายมาให้ดูบรรยากาศในร้านคร่าว ๆ กับตัวอาหารที่เห็นแล้วก็น้ำลายสอทีเดียว แต่ตอนสั่งก็ระรัวกันสั่งค่ะ เลยจำไม่ได้ว่ามีอะไรกันบ้าง รับชมรูปกันไปแทนก็แล้วกันนะคะ เพราะแค่คิดก็แสนอิจฉาเพื่อนจริง ๆ ได้ทานอาหารอร่อย ๆ กับคนรู้ใจ ดื่มด่ำกับวิวภูเขา แถมบรรยากาศก็สุดแสนโรแมนติค หากท่านใดสนใจทั้งที่พักและอาหาร ก่อนไปลองโทรไปสอบถามทางร้านดูนะคะที่ 053-456-242 และ 086-017-1985 แล้วเอารูปมาฝากกันด้วยนะคะ

เชียงดาวเนสท์
ของหวานค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

สำหรับวันนี้รับเชิญพิเศษให้ทำเมนูมื้อเย็นสำหรับคนที่บ้านค่ะ แต่ใครจะทำทานเป็นมื้ออื่นก็ได้นะคะ ภาพอาจไม่ค่อยชัด หรืออาจไม่ละเอียดในบางส่วนก็ต้องขออภัยนะคะ เพราะระหว่างทำไป ก็มีสายตาพิฆาตของคนในบ้านจ้องอยู่ค่ะ ประมาณว่าหิวแล้ว ก็เลยต้องทำด้วยความเร่งรีบค่ะ เมนูนี้เวลาเราไปทานตามร้านอาหาร ยิ่งพวกร้านอาหารทะเลด้วยแล้ว น่าจะเป็นเมนูหลัก ๆ ที่ทุกท่านส่วนใหญ่จะสั่งกัน แต่ทว่าจริง ๆ แล้วเมนูนี้ทำไม่ยากเลยค่ะ เราก็สามารถทำทานกันเองที่บ้านได้ง่าย ๆ มาเตรียมของกันเลยนะคะ

ส่วนผสม

1. ปลาหมึก 500 กรัม
2. ไข่แดงของไข่เค็ม 3 ฟอง
3. หอมหัวใหญ่ ½ หัว
4. ต้นหอม 3 ต้น
5. พริกชี้ฟ้าแดง 3-4 เม็ด
6. ซอสพริก 3 ช้อนโต๊ะ
7. กระเทียม 6 กลีบ
8. น้ำตาลทราย ½ ช้อนโต๊ะ
9. ซีอิ้วขาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
10. น้ำซุป หรือน้ำต้มสุก ¼ ถ้วย
11. น้ำมันพืช 2-3 ช้อนโต๊ะ
12. เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

1. ล้างปลาหมึก ดึงหนวดออกจากตัว ตัดโคนหนวดที่มีถุงหมึกออก เอามีกรีดกลางหนวดแล้วแกะเอาตาออกทิ้งไป ส่วนตัวปลาหมึก ผ่าตามยาว จากนั้นดึงเอากระดองด้านในตัวปลาหมึกออกไป ล้างปลาหมึกอีกครั้งโดยใส่เกลือลงไปในน้ำด้วยประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วขยำปลาหมึกเบา ๆ ค่ะ จากนั้นล้างปลาหมึกให้สะอาดด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง นำมาบั้งด้านในเป็นตารางเฉียง จะบั้งเป็นตารางถี่หรือห่างตามชอบใจนะคะ จากนั้นหั่นเป็นชิ้นพอคำ ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ ต้มน้ำให้เดือด แล้วหรี่เป็นไฟกลาง นำปลาหมึกลงไปลวกให้สุก (ประมาณ 3 นาที) เทน้ำทิ้งผ่านกระชอน ให้สะเด็ดน้ำ จากนั้นพักไว้

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม                                   ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม                         ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
2. ผสมในส่วนของซอส ซึ่งก็มีไข่แดงของไข่เค็ม ซอสพริก (ถ้าได้ซอสพริกศรีราชาก็จะดีนะคะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ) ซีอิ้วขาว และน้ำตาลทราย คนให้เข้ากันดี จากนั้นชิมรสตามชอบ ให้รสจัดกว่าปกตินะคะ เพราะตอนผัดต้องใส่น้ำซุปหรือน้ำต้มสุกลงไปด้วย จะทำให้รสจืดลงอีกค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
3. ถ้าเป็นสูตรอื่น ๆ จะไม่ใช่ไข่ขาวของไข่เค็มนะคะ แต่นี่เสียดายค่ะ เลยตัดแบ่งเป็นชิ้น ๆ ขนาดพอคำ ไว้สำหรับลงไปผัดร่วมกับปลาหมึกค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

4. นำหอมหัวใหญ่ตัดหัวท้าย แกะเปลือกออก ล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่น ใส่ถ้วยพักไว้

5. ต้นหอม นำมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นท่อนความยาวประมาณ 1-1 ½ นิ้ว ใส่ถ้วยพักไว้

6. พริกชี้ฟ้า (รอบนี้ที่ทำเผอิญหาซื้อพริกชี้ฟ้าไม่ได้ค่ะ เลยใช้พริกขี้หนูเม็ดใหญ่แทน) นำมาล้างให้สะอาด เด็ดขั้ว หั่นเฉียง ใส่ถ้วยพักไว้ค่ะ

7. กระเทียม หากใช้กระเทียมกลีบใหญ่ ตัดหัวท้าย แกะเปลือก จะหั่นแว่นหรือบุบแล้วสับหยาบก็ได้นะคะ แต่ถ้าเป็นกระเทียมกลีบเล็ก ก็ทุบ แกะเปลือก และสับหยาบ จากนั้นใส่ถ้วยพักไว้

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
8. ตั้งกระทะ ใช้ไฟแรงปานกลาง จากนั้นใส่น้ำมันพืชลงไป พอน้ำมันเริ่มร้อนก็ใส่กระเทียมแล้วเจียวให้พอหอมค่ะ จากนั้นใส่น้ำซอสที่เราผสมไว้ในข้อ 2 และน้ำซุปหรือน้ำต้มสุกลงไปผัดให้เข้ากันดี จากนั้นทิ้งไว้สักครู่หนึ่ง จนเมื่อน้ำซอสเริ่มเดือดอยู่ขอบ ๆ กระทะ ก็ใส่ปลาหมึกลงไปผัดค่ะ ผัดไปได้ซักหน่อยก็ใส่ไข่ขาวของไข่เค็มตามลงไปผัดด้วยเลยนะคะ คลุกเคล้าให้น้ำซอสเข้ากันให้ดีกับปลาหมึกและไข่ขาวของไข่เค็มค่ะ

ถ้ากันพลาด เราก็ชิมรสตอนนี้อีกรอบก็ได้ค่ะว่าตัวน้ำซอสที่เราปรุงรสให้เข้มข้นกว่าปกติ เมื่อมาผสมกับน้ำซุปหรือน้ำต้มสุกแล้วจะทำให้รสชาติผิดเพี้ยนไปจากที่ต้องการหรือไม่ ถ้าไม่ถูกปากอย่างไรก็จัดแจงปรุงเพิ่มตอนนี้เลยนะคะ อย่าลืมหรี่ไฟลงระหว่างปรุงเพิ่มด้วยนะคะ เพราะส่วนผสมต่าง ๆ เราผัดเข้ากันไปเป็นอย่างดีแล้ว ใช่ไฟเตาปกติ ไข่ขาวอาจเละไป หรือปลาหมึกจะเหนียวไปค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม
9. หลังจากรสชาติเป็นที่ต้องการและผัดเข้ากันดีแล้ว ก็เร่งเป็นไฟแรง แล้วก็ใส่บรรดาผักต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหอมหัวใหญ่ พริกสด และต้นหอม แล้วก็ผัดให้เข้ากันประมาณ 6-7 ที แล้วก็ปิดไฟได้เลย ตักใส่จาน พร้อมทานกับข้าวสวยร้อน ๆ ได้เลยค่ะ

ปลาหมึกผัดไข่เค็ม

วุ้นเส้นผัดไข่เค็ม

วุ้นเส้นผัดไข่เค็ม

วันนี้ขอเสนอเมนูผัดๆนะคะ กับเมนู”วุ้นเส้นผัดไข่เค็ม”อาหารที่ทำง่ายและอร่อย รสชาติก็เข้ากันมากๆระหว่างไข่เค็มกับวุ้นเส้นค่ะ ซึ่งวัตถุดิบที่ใช้ก็หาได้ในตู้เย็นบ้านเรานั่นเอง ลองไปดูวัตถุดิบกันเลยค่ะ

วัตถุดิบ

  1. หมู ไก่ กุ้ง ปลาหมึก เนื้อสัตว์ตามใจชอบ
  2. วุ้นเส้น 1 ห่อเล็ก (นำไปแช่น้ำให้นิ่ม)
  3. ผักกะหล่ำปลี ¼ หัว
  4. แครอทหั่น พอประมาณ
  5. ไข่เค็ม 1-2ฟอง (เอาเปลือกออกแล้วหั่นชิ้น เป็น 4 ชิ้น / ฟอง)
  6. กระเทียม 3 กลีบ (นำไปทุบ)
  7. ต้นหอม ผักชี ใช้โรยหน้า หรือ ขึ้นฉ่ายก็ได้
  8. ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  9. น้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ
  10. น้ำตาล 1 ช้อนชา
  11. ผงชูรส เล็กน้อย (หรือไม่ใส่ก็ได้)
  12. น้ำเปล่าสะอาด เล็กน้อย

วิธีทำ

  1. เริ่มจากนำวุ้นเส้นแห้ง มาแช่น้ำไว้ ประมาณ 5 -10 นาที เพื่อให้วุ้นเส้นดูดน้ำจนพองตัว วุ้นเส้นผัดไข่เค็ม
  1. เตรียมหมู และไก่ ทำการหมักโดยใส่ ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ และ น้ำตาล 1 ช้อนชา ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ก่อนนำมาปรุงอาหาร
  2. มาเตรียมวัตถุดิบกันต่อค่ะ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการหั่นผัก เริ่มจากกะหล่ำปลี นำมาหั่นเป็นชิ้นๆ ไม่ต้องบางมาก ความกว้างประมาณ 1 ซม. ปริมาณตามชอบได้เลยค่ะ
  3. ตามด้วย หั่นแครอทเป็นชิ้นเล็กๆ พักไว้
  4. นำกระเทียมมาหั่น และทุบ เตรียมไว้
  5. เตรียมไข่เค็มทำการหั่นครึ่ง และเอาช้อนคว้านเนื้อไข่ออกมาจากเปลือก แล้วหั่นครึ่งอีกครั้ง พักไว้
  6. จากนั้นนำกระทะตั้งไฟปานกลาง ใส่น้ำมันประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ และใส่กระเทียมทุบลงไปเจียวให้หอม สังเกตกระเทียมจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อนๆนะคะ จากนั้นให้เราใส่เนื้อที่เราเตรียมไว้ค่ะ วันนี้ที่ทำเป็นเนื้อหมู และเนื้อไก่ ใส่ลงไปเลยค่ะ ผัดให้พอสุกดี

วุ้นเส้นผัดไข่เค็ม

  1. แล้วใส่ผักที่เตรียมไว้ลงไป กะหล่ำปลี และแครอท ลงไปผัดให้สุกพอสุกแล้ว ตามด้วยวุ้นเส้นลงไปผัด โดยใส่เครื่องปรุงรสลงไป น้ำมันหอย ซีอิ้วขาว และน้ำตาล อาจใส่ผงชูรสปรุงรสเล็กน้อย และใส่น้ำลงไปเล็กน้อยเพื่อให้เส้นวุ้นเส้นนิ่ม เมื่อผัดทุกอย่างสุกเข้ากันดี ลองชิมรสชาติก่อนครั้งนึง เมื่อได้รสชาติที่พอดีแล้วเราจะใส่ไข่เค็มลงไปคลุกๆ แล้วนำขึ้นมาใส่จาน โรยพริกไท หน้าสักเล็กน้อย

วุ้นเส้นผัดไข่เค็ม

  1. มาตกแต่งจานกันสักหน่อยนะคะ โดยโรยหน้าด้วยต้นหอม และผักชี หรือขึ้นฉ่าย อาจหั่นพริกชี้ฟ้าเป็นแนวยาวเพื่อตกแต่งใส่จานให้สวยงามมากขึ้น เพียงเท่านี้เราก็พร้อมเสริฟแล้วค่ะกับเมนูจานอร่อยจานนี้ “วุ้นเส้นผัดไข่เค็ม” ทานร้อนๆกับข้าวสวยสักจานอร่อยมากๆค่ะ ลองทำทานกันดูนะคะ

วุ้นเส้นผัดไข่เค็ม

ข้าวโพดเปียกน้ำกะทิ

ข้าวโพดเปียกน้ำกะทิ

วันหยุดทั้งทีอยู่บ้านพร้อมหน้าพร้อมตาทั้งครอบครัว พ่อแม่ลูกกันนะคะ เรามาทำเมนูของว่างกันดีกว่าค่ะ ชวนคุณลูกมาช่วยเป็นผู้ช่วยตัวน้อยกันนะค่ะ กับของหวานแสนอร่อย “ข้าวโพดเปียกน้ำกะทิ” ทำง่ายมากๆค่ะ

ข้าวโพดเปียกน้ำกะทิ

วัตถุดิบ (3-4 ที่)

  1. ข้าวโพด 2 ฟัก (ต้มเสร็จพร้อมทานนะคะ)
  2. กะทิ 1 กล่อง
  3. น้ำตาล 5 ช้อนโต๊ะ
  4. เกลือเล็กน้อย
  5. น้ำเปล่า 3-4 ถ้วยตวง
  6. แป้งมัน หรือ แป้งข้าวโพด
  7. แห้วกระป๋อง หั่นครึ่ง ประมาณ 1 ถ้วยตวง

วิธีทำ

  1. เริ่มจากการเตรียมวัตถุดิบต่างๆ เมื่อเตรียมเสร็จแล้วให้เรานำข้าวโพดฟักที่ต้มเสร็จแล้วมาฝานเนื้อ เอาเมล็ดข้าวโพดออกมา ใส่จานพักไว้ก่อนนะคะ

ข้าวโพดเปียกน้ำกะทิ

  1. จากนั้นเตรียมแป้งมันหรือแป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำลงไปประมาณ 1 ถ้วย จากนั้นทำการคนให้เข้ากันค่ะ พักไว้ก่อนค่ะ
  1. มาเริ่มลงมือทำกันต่อค่ะ โดยเตรียมหม้อมา นำน้ำใส่หม้อต้ม ทำการต้มน้ำให้เดือด จากนั้นใส่เนื้อข้าวโพดลงไป แห้วกระป๋องที่หั่นไว้ และตามด้วยน้ำตาลประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ ค่อยๆใส่แล้วชิมความหวานที่ชอบ ตามด้วยเกลือเล็กน้อย ลองชิมรสชาติอีกครั้งค่ะ ไม่ต้องหวานมากนะค่ะ เอาพอดีๆ เพราะเราจะทานกันตอนอุ่นๆ

ข้าวโพดเปียกน้ำกะทิ

  1. จากนั้นเมื่อได้รสชาติที่ชอบแล้ว ใส่แป้งมันที่เตรียมไว้ ลงไปคนให้เข้ากันสังเกตว่า น้ำจะค่อยๆข้นหนืดขึ้น พอได้น้ำที่หนืดนิดๆให้ปิดไฟพักไว้ค่ะ (ไม่ต้องหนืดมากเพราะเวลาเย็นแล้วน้ำจะมีความเหนียวมากขึ้น)
  1. ขั้นตอนสุดท้ายเรามาทำกะทิไว้ราดกันค่ะ   นำกะทิกล่องยี่ห้อไหนก็ได้ค่ะ 1 กล่อง เล็ก( หรือประมาณ 1 ถ้วยตวง) ใส่ลงไปในกระทะตั้งไฟอ่อนๆ ใส่เกลือเล็กน้อย น้ำตาลนิดหน่อย คนให้เข้ากันแล้วปิดไฟรอให้อุ่นๆ

ข้าวโพดเปียกน้ำกะทิ

  1. เรามาเตรียมใส่จานทานกันค่ะ นำข้าวโพดเปียกที่ทำไว้มาใส่ถ้วย แล้วค่อยๆเทน้ำกะทิที่ทำไว้ราดหน้า ควรทานตอนอุ่นๆจะอร่อยมากค่ะ แล้วค่อยๆผสมเนื้อข้าวโพดกับน้ำกะทิ คนให้เข้ากัน รสชาติจะหวานเต็มอร่อยมากๆค่ะ สำหรับใครที่ไม่ชอบทานตอนร้อนๆ ก็สามารถแช่เย็นทาน แบบเย็นๆก็อร่อยไปอีกแบบนะคะ
  1. ใครที่ทานไม่หมด ให้ใส่ถุง แยกน้ำกะทิ กับข้าวโพดเปียกออกจากกันนะคะ สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 4-5 วัน ถ้าจะทานก็นำมาเข้าไมโครเวฟทานได้อร่อยเหมือนเดิมเลยค่ะ

ข้าวโพดเปียกน้ำกะทิ

เต้าหู้ผัดพริกแกงถั่วงอก

เต้าหู้ผัดพริกแกงถั่วงอก

วันนี้เรามาทำเมนูเต้าหู้ผัดพริกแกงถั่วงอกกันค่ะ ซึ่งจะถือว่าเป็นเมนูเพื่อสุขภาพที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ให้ประโยชน์สูง ทานง่ายและอร่อย ใช้วัตถุดิบไม่เยอะด้วยค่ะ น่าจะเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน ที่ชอบเต้าหู้ หรือใครที่กำลังมีแผนจะลดน้ำหนักลองนำเมนูนี้ไปทำทานกันดูค่ะ วัตถุดิบที่ใช้ไม่เยอะด้วย หาง่าย ทำง่าย และทานง่ายด้วยค่ะ มาดูวัตถุดิบกันดูนะค่ะ

วัตถุดิบ

  1. เต้าหู้แข็ง 1 ก้อน (จะสีขาว หรือ สีเหลืองก็ได้คะ)
  2. ถั่วงอก ตามปริมาณที่ชอบได้เลยค่ะ
  3. พริกแกง 1-2 ช้อนโต๊ะ (พริกแกงเราสามารถหาซื้อได้ตามตลาดสดทั่วไป หรือ ซุปเปอร์มาร์เก็ตก็มีขายค่ะ)
  4. ใบมะกรูด หั่นเอาก้านออกก่อนนะคะ
  5. กระเทียม ทุบ 4 กลีบ (หรือจะซอยกระเทียมก็ได้ค่ะ)
  6. น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำตาล 1 ช้อนชา
  8. น้ำมันพืช (หรือน้ำมันตามชอบ)
  9. เนื้อสัตว์ เลือกตามชอบได้เลยค่ะ หมูสับ ไก่ กุ้ง หรือ รวมมิตรก็ได้ค่ะ (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

วิธีทำ

  1. เตรียมส่วนผสมต่างๆไว้ก่อนนะคะ เพื่อง่ายในการทำอาหาร จากนั้นนำเต้าหู้แข็งมาล้างน้ำ และหักให้แห้ง แล้วนำเต้าหู้มาหั่นเป็นชิ้นๆ คล้ายๆสี่เหลี่ยมพื้นผ้า ขนาดพอดีคำ เตรียมไว้ก่อนนะคะ

เต้าหู้ผัดพริกแกงถั่วงอก

  1. จากนั้นนำกระทะตั้งไฟค่ะ ใส่น้ำมันประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ เมื่อน้ำมันเริ่มร้อนแล้ว ให้เรานำเต้าหู้ที่เตรียมไว้มาทอด ด้วยไฟกลาง ให้สุกทั่ว โดยกลับด้านไปมาให้ทุกด้านเหลืองทั่วๆกันนะคะ เมื่อสุกดีแล้วให้นำขึ้นมาสะเด็ดน้ำมันทิ้งไว้สักครู่ แล้วใส่จานพักไว้ก่อนค่ะ (เต้าหู้ที่ได้จะมีลักษณะกรอบนอกนุ่มในเวลาทานอร่อยมากค่ะ)

เต้าหู้ผัดพริกแกงถั่วงอก

  1. มาเริ่มเตรียมการผัดเลยค่ะ นำกระทะตั้งเตาเปิดไฟกลางๆ ใส่น้ำมัน ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ (ถ้าหากน้ำมันที่ทอดเต้าหู้เหลือก็สามารถใช้ต่อได้ค่ะ) ให้กระทะพอร้อน ใส่กระเทียมลงไปผัดให้ทั่วจนพอเหลืองดี ใส่เนื้อสัตว์ตามลงไปผัดให้สุก แล้วใส่พริกแกงเข้าไปผัดเร็วๆ ให้เข้ากัน ระวังไหม้นะค่ะ แล้วใส่ถั่วงอก ลงไป ปรุงรส ด้วยน้ำปลา น้ำตาล (ใครไม่ชอบแบบแห้งๆก็สามารถน้ำสะอาดเล็กน้อยลงไปพอให้ มีน้ำคลุกคลิกได้ค่ะ)จากนั้นชิมรสชาติตามชอบ ผัดพอสุก ใส่เต้าหู้ที่ทอดลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดท้ายด้วยการใส่ใบมะกรูดลงไปผัดๆ แล้วปิดไฟ นำมาใส่จานพร้อมเสิร์ฟค่ะ ตกแต่งด้วยต้นหอม ผักชีหั่น โรยหน้าเพิ่มความน่ารับประทานด้วยนะคะ  สำหรับเมนูนี้ควรทานร้อนๆจะได้อร่อยยิ่งขึ้นนะค่ะ เพราะถ้ารอเย็นแล้วความกรอบของเต้าหู้จะหายไปค่ะ ไม่ยากเลยใช่ไหมค่ะสำหรับเมนูนี้ ลองทำทานกันดูนะคะเต้าหู้ผัดพริกแกงถั่วงอก

เต้าหู้ผัดพริกแกงถั่วงอก

ลัดเลาะร้านอร่อย “นม แอนด์ เนย”

รีวิว นม แอนด์ เนย

หากใครมีบ้านอยู่ละแวกบางนา ศรีนครินทร์ พัฒนาการ ย่อมต้องไม่พลาดที่จะมาเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้แน่นอน “ซีคอนสแควร์” เพราะถือว่าเป็นห้างใหญ่แถบนี้ห้างหนึ่งทีเดียว ภายในห้างประกอบด้วยโรบินสัน โลตัส และห้างร้านอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิเช่นของกิน เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ โรงภาพยนตร์ สำหรับวันนี้ก็เลยอาสาพามาทานร้านอร่อยกันสักหนึ่งร้าน แล้วจะทยอยพามาชิมอีกหลาย ๆ ร้านนะคะ ขอบอกว่าเยอะมาก ๆ

ร้านที่จะแนะนำวันนี้มีชื่อว่า “ร้านนม แอนด์ เนย”   Nom & Noey   แต่บางทีคนจะนิยมเรียกว่าร้านนมเนย จากชื่อร้านก็ค่อนข้างบ่งบอกถึงประเภทของที่ขายภายในร้านนะคะ เป็นร้านขายขนมปังปิ้งที่ทาเนย คู่กับหน้าต่าง ๆ ตามสั่งซึ่งมีอยู่หลากหลาย อีกทั้งยังเลือกประเภทขนมปังว่าต้องการแบบขนมปังขาวปกติ หรือต้องการแบบโฮลวีต เพื่อสุขภาพก็ได้ ส่วนเครื่องดื่มประเภทนม ชา กาแฟ มีทั้งแบบร้อน เย็น ปั่น และแบบขวด นอกจากนี้ยังสั่งขนมปังนึ่ง กับสังขยาใบเตยเป็นกระปุก แบบจัดชุดแบบแพ็คกลับบ้านสำหรับไปปาร์ตี้กันต่อได้อีกด้วยค่ะ สนนราคาเริ่มต้นที่ 12 บาท แพงสุดอยู่ที่ 85 บาท ถือว่าราคาไม่ได้แพงมากมายเมื่อเทียบว่าเป็นร้านค้าในห้างสรรพสินค้า

ร้านตั้งอยู่ที่ชั้นสอง ใกล้กับร้านกาแฟสตาร์บั๊คค่ะ อยู่ติดกับร้าน S&P ประมาณโซนกลางค่อนไปทางโซนโรบินสัน หาไม่ยากค่ะ ภายในร้านตกแต่งแบบง่าย ๆ โทนขาว โปร่งโล่ง ดูนั่งสบาย ๆ ทานขนมปังและเครื่องดื่มแบบชิล ๆ

รีวิว นม แอนด์ เนย

ด้านในสุดจะเป็นเคาน์เตอร์ของพนักงานที่รอรับออเดอร์ของคุณอยู่ จะมีเมนูอยู่ที่กระดานด้านบน และวางเป็นใบขนาด A4 อยู่บนเคาน์เตอร์ ให้คุณเลือกสั่งตามใจชอบได้เลยค่ะ เมื่อสั่งเสร็จเรียบร้อย ก็ชำระเงิน ซึ่งหากเป็นเครื่องดื่มก็จะได้รับมาเลย ส่วนบรรดาขนมปังปิ้งพนักงานจะให้ป้ายเบอร์ เพื่อให้พนักงานนำขนมปังที่เราสั่งมาเสริฟให้ที่โต๊ะค่ะ จากนั้นก็จับจองที่นั่งได้เลย ประมาณ 5 นาทีท่านก็จะได้รับขนมปังตามสั่ง ทานเล่น ๆ พร้อมเครื่องดื่ม

รีวิว นม แอนด์ เนย                                      รีวิว นม แอนด์ เนย

วันนี้มากับหลานแค่ 2 คน เลยสั่งเครื่องดื่มเป็นน้ำแดงนมสดเย็น กับชาเขียวนมสดเย็น ส่วนขนมปังปิ้งเป็นเมนู ทาเนยกับนมข้นหวาน ทาเนยกับช็อกโกแลต และทาซุปครีมข้าวโพด จัดมาอย่างละ 1 แผ่น แผ่นหนึ่งพนักงานหั่นมาให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ แบบพอดีคำประมาณ 8 ชิ้น ทานหมดนี้ก็อิ่มเอาเรื่องอยู่เหมือนกันนะคะ สนนราคาทั้งหมดก็ 124 บาท อิ่มอร่อยราคาไม่แพงค่ะ และยังเป็นที่นั่งพักขาให้บรรดานักช็อปทั้งหลาย ก่อนจะตะลุยต่อไปอีกด้วยค่ะ ไว้แวะมาลองทานกันนะคะ

รีวิว นม แอนด์ เนย                        รีวิว นม แอนด์ เนย